คำว่า "ยากเกินไป"
คำๆนี้เป็นคำพูดที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆจากบรรดานักลงทุนที่พูดถึงหุ้นบางตัว
ที่เขาไม่ค่อยเข้าใจ
บรรดานักลงทุนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่น่านับถือหลายๆคนก็มักจะคอยย้ำเตือน
ให้นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ลงทุนในหุ้นที่เข้าใจง่าย
และหนึ่งในคำพูดที่นิยมใช้เป็นข้อเตือนใจกันคือ "อย่าโลภเกินความรู้"
เพราะการที่เราโลภและไปซื้อหุ้นที่เราไม่ค่อยเข้าใจจะทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดและขาดทุนสูง
คำว่า "ยากเกินไป" แม้จะเขียนได้แบบเดียว
อ่านได้แบบเดียว แต่ความหมายและการตีความสำหรับแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไป
ซึ่งจากประสบการณ์ของผม พบว่าคนจำนวนมากมักจะตีความหุ้นใดหุ้นหนึ่งว่าเป็น
"หุ้นที่ยากเกินไป"
สำหรับเขาก็ต่อเมื่อเขาพบว่าหุ้นเหล่านั้นเป็นหุ้นในกิจการที่ไม่ค่อยคุ้น
เคย รูปแบบการทำธุรกิจเข้าใจได้ยากต้องใช้เวลาในการศึกษามากกว่าปกติ
การคิดหากำไรในอนาคตต้องใช้การคำนวณซับซ้อนกว่าปกติ
การประเมินมูลค่าของบริษัทยากและใช้สูตรมากมาย
ธุรกิจอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หรือกฎหมายบางอย่างที่พิเศษกว่าธุรกิจอื่นซึ่งต้อง
ใช้เวลาในการศึกษากฎเกณฑ์เหล่านั้น
แต่
สำหรับผมแล้ว คำว่า "ยากเกินไป"
คงไม่ได้หมายถึงความยากในการทำความเข้าใจธุรกิจ
หรือความยากในการประเมินมูลค่าหุ้น เพราะผมเชื่อว่า
ไม่ว่าธุรกิจนั้นๆจะเข้าใจยากแค่ไหน ประเมินยากเพียงไร
หากเราตั้งใจศึกษาจริงๆ เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในที่สุด แต่คำว่า
"ยากเกินไป" สำหรับผมแล้ว น่าจะหมายถึงความยากในการคาดการณ์อนาคตของกิจการ"
มากกว่า
ในชีวิตจริงหากเราได้ลงไปศึกษาในรายละเอียดของหุ้น
อย่างจริงๆจังๆจนมีความเข้าใจในตัวธุรกิจ
เราจะสามารถแยกหุ้นเหล่านั้นได้เป็น 3 แบบ คือ
หุ้นกลุ่มแรกเป็นหุ้นที่มั่นใจว่ากิจการในอนาคตจะเติบโตดี
หุ้นกลุ่มที่สองเป็นหุ้นที่มั่นใจว่ากิจการในอนาคตจะไม่เติบโต(เติบโตน้อยๆ
หรืออาจจะถดถอยลง) และหุ้นกลุ่มที่สามเป็นหุ้นที่ไม่สามารถบอกอนาคตได้
อนาคตมีความไม่แน่นอนสูงคาดการณ์ยาก
ซึ่งการคาดการณ์ยากนี้ไม่ใช่ว่ายากในการทำความเข้าใจธุรกิจ
แต่เป็นเพราะธรรมชาติของกิจการนั้นมีความไม่แน่ไม่นอนสูงมาก
เช่นธุรกิจรับเหมาที่ต้องลุ้นผลการประมูลงาน เป็นต้น และในบรรดาหุ้นทั้ง 3
แบบนี้เราคงจะอยากลงทุนในหุ้นแบบแรกมากที่สุด
เพราะเราคงจะอยากลงทุนในกิจการที่อนาคตมีความแน่นอนสูง
สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเติบโตดีต่อไปในอนาคต
ดัง
นั้นหากเราจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่อนาคตมีความไม่แน่ไม่นอนสูง
ด้วยเหตุผลว่า "ยากเกินไป" ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้
แต่หากเราหลีกเลี่ยงลงทุนในบางบริษัทที่ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทในการศึกษา
มากกว่าปกติ โดยให้เหตุผลว่า "ยากเกินไป"
ก็อาจจะทำให้เราพลาดการลงทุนในบริษัทที่มีอนาคตที่ดีได้
วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
มูลค่าของบริษัทประกันชีวิต ตอนที่ 2 (Embedded Value)
เนื่องจากคณิตศาสตร์ประกันภัย และการคำนวณแบบ DCF
หรือหา EV เป็นเรื่องที่เข้าใจค่อนข้างยากโดยเฉพาะคนที่เพิ่งศึกษาใหม่ๆ
ที่ผ่านๆมาผมจึงพยายามที่จะอธิบายแบบง่ายๆโดยเหมาว่ามูลค่า EV
เพิ่มขึ้นทุกๆปีตาม Discount rate ที่ 10%
แต่ถ้าจะลงในรายละเอียด ก็มีการคำนวณ EV ในหลากหลายวิธี แต่ก็มีแนวคิดคล้ายๆกัน ซึ่งที่ PWC คำนวณ EV ให้ BLA น่าจะเป็นแบบ Traditional EV ซึ่งมีสูตรคือ
Embedded Value (EV) = Adjusted Net Worth (ANW) + VIF (Value of inforce)
(บางตำราจะแตก Solvency Margin หรือเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ออกจาก VIF)
เนื่อง จากการขายประกันชีวิตแต่ละกรมธรรม์มีผลผูกพันให้เกิดเบี้ยรับต่อเนื่องไป หลายปี ส่งผลให้เกิดกำไรต่อเนื่องไปหลายปี ดังนั้นการดูแต่กำไรที่เกิดขึ้นในแต่ละปีนั้นไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงของ บริษัท และไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง จึงมีการคิดวิธีการหามูลค่าของบริษัทประกันชีวิตที่เรียกว่า EV ซึ่ง EV คือมูลค่าทั้งหมดของบริษัทประกันชีวิต บนสมมติฐาน ในกรณีของ BLA คือ ROI = 5% และ Discount rate = 10% โดย EV ประกอบไปด้วย 2 ส่วนตามสูตร
ส่วน แรกคือ VIF ซึ่งเป็นการหามูลค่าจากการคาดการณ์กำไรในอนาคตของกรมธรรม์ที่มีอยู่แล้วคิด ลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน (ไม่รวมกรมธรรม์ใหม่ที่จะขายออกไปในอนาคต) ซึ่งในการคิดคำนวณแบบเดียวกันนี้สำหรับกรมธรรม์ใหม่เราจะเรียกว่า VNB (Value of one year new business) โดยหลักๆแล้วในแต่ละปี ค่า VIF นี้จะเพิ่มขึ้นและลดลงตามปัจจัยดังนี้
1. VIF จะมีการปรับเพิ่มขึ้นปีละ 10% ตาม Discount rate
2. VIF จะลดลงจากการเกิดกำไรขึ้นจริงๆเมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละปี (กำไรย้ายไปอยู่กับ ANW)
3. VIF จะเพิ่มขึ้นจากส่วนของ VNB ที่เข้ามารวม ซึ่งเป็นกรมธรรม์ใหม่ๆที่ขายออกไปได้ในแต่ละปี
หรือสรุปแบบหยาบๆก็คือ VIF(Y11) = VIF(Y10)x1.10 - Earning(Y11) + VNB(Y11)
ส่วน ANW คือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยพิจารณาจากราคาตลาดของสินทรัพย์ลบด้วยหนี้สิน ซึ่งส่วนนี้จะมีมูลค่าไปในทางเดียวกับ Book Value ของบริษัทนั่นเอง ซึ่งในแต่ละปี มูลค่าของ ANW จะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยหลักๆดังนี้
1. เพิ่มขึ้นจากการย้ายกำไรที่คำนวณไว้จาก VIF ที่ผ่านไปในแต่ละปี
2. เพิ่มขึ้นจากความแตกต่างระหว่างกำไรที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเลขที่คำนวณไว้ตามข้อ 1
3. กำไรจากการนำสินทรัพย์สุทธิหรือ ANW ของปีก่อนไปลงทุน (ในที่นี้ประมาณ ROI = 5%)
4. มูลค่าลดลงเนื่องจากกรมธรรม์ใหม่ เช่นค่าสำรอง ค่าคอม ค่าใช้จ่ายต่างๆของกรมธรรม์ใหม่
ด้านล่างเป็นตัวอย่างเบี้ยรับ กำไร และการคำนวณ EV, VIF, ANW ของกรมธรรม์หนึ่งโดยคิด ROI ที่ 5% และ Discount rate ที่ 15%

จากตารางข้างบนพอจะให้เห็นภาพได้คร่าวๆว่า ถึงแม้จะมีการขายกรมธรรม์ออกไปเพียงกรมธรรม์เดียว ในปีแรก EV มีมูลค่า 497 หลังจากนั้นก็ไม่มีการขายกรมธรรม์ใหม่อีกเลย มีแต่รับเบี้ยต่อที่ส่งมาต่อเนื่องในปีหลังๆด้วยจำนวนที่ลดลง แต่จะพบว่า EV ยังคงมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่ลดลงเรื่อยๆ และจนถึงปีที่สิ้นสุดกรมธรรม์ปีที่10 EV ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา 2-3 เท่าโดยที่ไม่ได้ขายกรมธรรม์ใหม่เลย
ด้านล่างเป็น Presentation ของ BLA ในการคำนวณ EV และ VNB สำหรับอ้างอิงครับ
ถ้า ดูดีๆตัวเลข EV ของปี 53 โตจากปี 52 มากกว่าที่ควรจะเป็น แสดงว่าสมมติฐานในการคำนวณของ BLA นั้นค่อนข้าง Conservative มากเช่น ROI ที่คำนวณนั้นต่ำกว่าที่ทำได้จริง หรือมีการยกเลิกกรมธรรม์แล้วทำให้ BLA กำไรจากการจ่ายเวนคืนน้อยลงเยอะ หรือภาษีที่เสียจริงต่ำกว่าสมมติฐานที่ทำไว้ (BLA ตั้งสมมติฐานภาษีที่ 25% ในปี 2011-2012 และเพิ่มเป็น 30% ในปี 2013 เป็นต้นไป) ทำให้มูลค่าที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คำนวณไว้ในปีก่อนหน้า
http://www.bla.co.th/blasite/images/ima ... 300310.pdf





แต่ถ้าจะลงในรายละเอียด ก็มีการคำนวณ EV ในหลากหลายวิธี แต่ก็มีแนวคิดคล้ายๆกัน ซึ่งที่ PWC คำนวณ EV ให้ BLA น่าจะเป็นแบบ Traditional EV ซึ่งมีสูตรคือ
Embedded Value (EV) = Adjusted Net Worth (ANW) + VIF (Value of inforce)
(บางตำราจะแตก Solvency Margin หรือเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ออกจาก VIF)
เนื่อง จากการขายประกันชีวิตแต่ละกรมธรรม์มีผลผูกพันให้เกิดเบี้ยรับต่อเนื่องไป หลายปี ส่งผลให้เกิดกำไรต่อเนื่องไปหลายปี ดังนั้นการดูแต่กำไรที่เกิดขึ้นในแต่ละปีนั้นไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงของ บริษัท และไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง จึงมีการคิดวิธีการหามูลค่าของบริษัทประกันชีวิตที่เรียกว่า EV ซึ่ง EV คือมูลค่าทั้งหมดของบริษัทประกันชีวิต บนสมมติฐาน ในกรณีของ BLA คือ ROI = 5% และ Discount rate = 10% โดย EV ประกอบไปด้วย 2 ส่วนตามสูตร
ส่วน แรกคือ VIF ซึ่งเป็นการหามูลค่าจากการคาดการณ์กำไรในอนาคตของกรมธรรม์ที่มีอยู่แล้วคิด ลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน (ไม่รวมกรมธรรม์ใหม่ที่จะขายออกไปในอนาคต) ซึ่งในการคิดคำนวณแบบเดียวกันนี้สำหรับกรมธรรม์ใหม่เราจะเรียกว่า VNB (Value of one year new business) โดยหลักๆแล้วในแต่ละปี ค่า VIF นี้จะเพิ่มขึ้นและลดลงตามปัจจัยดังนี้
1. VIF จะมีการปรับเพิ่มขึ้นปีละ 10% ตาม Discount rate
2. VIF จะลดลงจากการเกิดกำไรขึ้นจริงๆเมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละปี (กำไรย้ายไปอยู่กับ ANW)
3. VIF จะเพิ่มขึ้นจากส่วนของ VNB ที่เข้ามารวม ซึ่งเป็นกรมธรรม์ใหม่ๆที่ขายออกไปได้ในแต่ละปี
หรือสรุปแบบหยาบๆก็คือ VIF(Y11) = VIF(Y10)x1.10 - Earning(Y11) + VNB(Y11)
ส่วน ANW คือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยพิจารณาจากราคาตลาดของสินทรัพย์ลบด้วยหนี้สิน ซึ่งส่วนนี้จะมีมูลค่าไปในทางเดียวกับ Book Value ของบริษัทนั่นเอง ซึ่งในแต่ละปี มูลค่าของ ANW จะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยหลักๆดังนี้
1. เพิ่มขึ้นจากการย้ายกำไรที่คำนวณไว้จาก VIF ที่ผ่านไปในแต่ละปี
2. เพิ่มขึ้นจากความแตกต่างระหว่างกำไรที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเลขที่คำนวณไว้ตามข้อ 1
3. กำไรจากการนำสินทรัพย์สุทธิหรือ ANW ของปีก่อนไปลงทุน (ในที่นี้ประมาณ ROI = 5%)
4. มูลค่าลดลงเนื่องจากกรมธรรม์ใหม่ เช่นค่าสำรอง ค่าคอม ค่าใช้จ่ายต่างๆของกรมธรรม์ใหม่
ด้านล่างเป็นตัวอย่างเบี้ยรับ กำไร และการคำนวณ EV, VIF, ANW ของกรมธรรม์หนึ่งโดยคิด ROI ที่ 5% และ Discount rate ที่ 15%
Attachment:
จากตารางข้างบนพอจะให้เห็นภาพได้คร่าวๆว่า ถึงแม้จะมีการขายกรมธรรม์ออกไปเพียงกรมธรรม์เดียว ในปีแรก EV มีมูลค่า 497 หลังจากนั้นก็ไม่มีการขายกรมธรรม์ใหม่อีกเลย มีแต่รับเบี้ยต่อที่ส่งมาต่อเนื่องในปีหลังๆด้วยจำนวนที่ลดลง แต่จะพบว่า EV ยังคงมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่ลดลงเรื่อยๆ และจนถึงปีที่สิ้นสุดกรมธรรม์ปีที่10 EV ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา 2-3 เท่าโดยที่ไม่ได้ขายกรมธรรม์ใหม่เลย
ด้านล่างเป็น Presentation ของ BLA ในการคำนวณ EV และ VNB สำหรับอ้างอิงครับ
ถ้า ดูดีๆตัวเลข EV ของปี 53 โตจากปี 52 มากกว่าที่ควรจะเป็น แสดงว่าสมมติฐานในการคำนวณของ BLA นั้นค่อนข้าง Conservative มากเช่น ROI ที่คำนวณนั้นต่ำกว่าที่ทำได้จริง หรือมีการยกเลิกกรมธรรม์แล้วทำให้ BLA กำไรจากการจ่ายเวนคืนน้อยลงเยอะ หรือภาษีที่เสียจริงต่ำกว่าสมมติฐานที่ทำไว้ (BLA ตั้งสมมติฐานภาษีที่ 25% ในปี 2011-2012 และเพิ่มเป็น 30% ในปี 2013 เป็นต้นไป) ทำให้มูลค่าที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คำนวณไว้ในปีก่อนหน้า
http://www.bla.co.th/blasite/images/ima ... 300310.pdf
Attachment:
Attachment:
Attachment:
Attachment:
Attachment:
Attachment:
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555
นิทานบริษัทประกัน
เร็วๆนี้มีกรณีของบริษัทประกันภัยต่อที่มีการเพิ่ม
ทุน
คาดว่าคงเป็นผลมาจากกรณีน้ำท่วมและสร้างความเสียหายให้กับบริษัทจนอาจจะไม่
มีเงินทุนเพียงพอสำหรับเงินชดเชย
ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ทุกอย่างคลุมเครือมีคนเข้ามาวิเคราะห์กันจำนวนมาก
ต่างคาดการณ์กันต่างๆนานา
มีคนใหม่ๆหลายๆคนกระโดดเข้าไปลงทุนเนื่องจากเห็นว่าราคาลดลงเยอะโดยที่ยัง
ไม่เข้าใจความเสี่ยง หลงคิดว่า Excess of Loss Protection
จะทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ไม่เข้าใจหลักการของบริษัทประกันเพียงพอส่งผลให้พอร์ตลงทุนเสียหายได้
ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ความเชียวชาญเลย
แต่คิดว่าพอจะมองภาพกว้างๆได้และอยากจะเขียนเป็นนิทานสื่อให้คนที่ยังไม่มี
ความรู้เลยได้เข้าใจดังนิทานต่อไปนี้ครับ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลชื่อว่าหมู่บ้าน A มีจำนวนบ้านอยู่ 1000 หลัง ในทุกๆสิ้นปีจะมีบ้านสร้างใหม่ 10 หลังและจะมีบ้านที่พังไปเนื่องจากภัยพิบัติ 10 หลังตอนสิ้นปี ดังนั้นไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนจำนวนบ้านในหมู่บ้านนี้ก็ยังคงมี 1000 หลังเท่าเดิม โดยที่บ้านแต่ละหลังนั้นมีมูลค่าเท่ากันหมดคือหลังละ 1 ล้านบาท ดังนั้นหากบ้านใครพังไปจากภัยพิบัตินั่นหมายความว่าเขาจะสูญเสียเงินไป 1 ล้านบาททันที และนั่นเป็นสิ่งที่คนในหมู่บ้านกลัวกันมาก และต้องคอยลุ้นทุกปีไม่ให้บ้านที่พังในแต่ละปีนั้นเป็นบ้านของตัวเอง
มี อยู่วันหนึ่งมีนักธุรกิจหัวใส มองเห็นว่าทุกคนในหมู่บ้านต่างกลัวบ้านจะพังและสูญเสียเงินไป 1 ล้านบาท จึงนำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณและพบว่า อัตราจำนวนบ้านที่พังเทียบกับบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านนั้นอยู่ที่ 1% ต่อปี เขาจึงป่าวประกาศไปว่าเขายินดีจะจ่ายเงินให้กับเจ้าของบ้านที่พังจำนวนเต็ม 1 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขว่าบ้านที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องจ่ายเงินให้เขาปีละ 2 หมื่นบาทในต้นปีเพื่อให้ได้รับการรับประกันไปตลอดทั้งปีนั้น เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนี้ต่างดีใจว่าเขาจ่ายเงินเพียงปีละ 2 หมื่นบาทก็สามารถประกันความปลอดภัยของบ้านเขาที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านบาทจึงแห่กันไปเข้าโครงการนี้ทั้งหมดทุกหลังในหมู่บ้าน
นอกจาก ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ ได้ความสบายใจ และมีความมั่นคงมากขึ้นแล้ว นักธุรกิจคนนี้ก็ได้ประโยชน์มากเช่นกัน คือทุกๆต้นปีเขาจะได้รับเงินจากบ้าน 1000 หลัง หลังละ 2 หมื่นบาท รวมแล้วเป็นเงิน 20 ล้านบาท หลังจากนั้นเขาก็เอาเงินนี้ไปลงทุนได้เงินผลตอบแทน 7% ต่อปี ทำให้เงินงอกเงยเป็น 21.4 ล้านบาทในปลายปีแรก และเมื่อบ้านพังไป 10 หลังในปลายปีเขาก็จะจ่ายเงินไป 10 ล้านบาท รวมแล้วเขาจะมีเงินกำไรถึง 11.4 ล้านบาท ในปีแรก และทำเช่นนี้จนมีเงินมากขึ้นทุกๆปีไป
นักธุรกิจคน เดิมนี้เริ่มต้องการขยายธุรกิจจึงไปสำรวจหมู่บ้าน B ซึ่งอยู่ข้างเคียงกัน หมู่บ้านนี้มีจำนวนบ้านอยู่ 1000 หลังเท่ากัน มีบ้านสร้างใหม่และบ้านพังปีละ 10 หลังเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างคือ บ้านแต่ละหลังมีราคาไม่เท่ากัน คือมีบ้านราคาแพงอยู่ 100 หลังที่มีมูลค่าถึงหลังละ 10 ล้านบาท และอีก 900 หลังมีมูลค่าเพียงหลังละ 1 ล้านบาท ซึ่งหากนักธุรกิจคนนี้เก็บเงินหลังละ 2% ของราคาบ้านเหมือนหมู่บ้าน A จะทำให้ได้เงินจากบ้าน 900 หลัง หลังละ 2 หมื่นบาท และอีก 100 หลัง หลังละ 2 แสนบาท เป็นเงินรวม 18+20 = 38 ล้านบาทต่อปี
แต่นักธุรกิจคิดได้ว่าหากเก็บเงินแบบนี้อาจจะไม่ ปลอดภัยพอ เพราะหากปีไหนบ้านที่พังทั้ง 10 หลังเป็นบ้านราคาแพงที่มีมูลค่า 10 ล้านบาท จะทำให้เขาต้องจ่ายเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเขาคงไม่มีเงินจ่ายชดเชยบ้านที่พัง ดังนั้นเขาจึงคิดวิธีการที่เรียกว่า Excess of Loss Protection โดยการติดต่อเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่รวยกว่าเขามาก ชื่อนายต่อ และขอให้นายต่อช่วยรับประกันบ้านที่ราคาแพงจำนวน 10 หลังในหมู่บ้าน B ให้หน่อย แต่มีเงื่อนไขว่านายต่อจะจ่ายชดเชยให้เฉพาะส่วนที่เกินจาก 1 ล้านบาทเท่านั้น นั่นคือถ้าวันไหนบ้านเหล่านี้พังลง นักธุรกิจคนนี้จ่ายเพียง 1 ล้านบาท แต่นายต่อจ่าย 9 ล้านบาท ทั้งนี้นักธุรกิจคนนี้ยอมแบ่งเงินที่ได้รับมาจากบ้านเหล่านี้ให้นายต่อจาก เงินที่รับมาทั้งหมดหลังละ 2 แสนบาท เขาเก็บไว้เอง 2 หมื่นบาท และส่งเงินให้นายต่อ 1.8 แสนบาท นั่นเท่ากับว่านักธุรกิจคนนี้รับความรับผิดชอบไว้เพียงหลังละ 1 ล้านบาทในบ้านทุกหลังเหมือนกันกับหมู่บ้าน A
หลังจากที่ประสบความ สำเร็จจากหมู่บ้าน A และ B นักธุรกิจคนนี้จึงเดินทางไปหมู่บ้าน C หมู่บ้าน C นี้เหมือนกับหมู่บ้าน B ทุกอย่างยกเว้นเสียแต่ว่าหมู่บ้าน C นั้นจำนวนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแต่ละปีไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าเมื่อดูข้อมูลในอดีตตลอด 100 ปีที่ผ่านมาแล้วพบว่าจำนวนบ้านพังเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 หลังต่อปีเท่ากับหมู่บ้าน A และ B แต่ว่าบางปีก็ไม่มีบ้านพังเลย และในปีที่บ้านพังมากที่สุดก็มีบ้านพังถึง 100 หลังซึ่งในปีนั้นมีมหันตภัยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอย่างรุนแรง
นักธุรกิจ คนนี้จึงคำนวณว่าหากเกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่เลวร้ายที่สุดแล้วบ้านพัง 100 หลังจริงเขาจะต้องชดเชยเป็นเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเขาเก็บเงินได้แค่ปีละ 20 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเขามองว่าเป็นความเสี่ยงอันเนื่องมาจากมหันตภัย ซึ่งเขาก็รู้ว่ามหันตภัยนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นบ่อย เขาจึงเลือกที่จะขึ้นราคาจากเดิมบ้านหลังละ 1 ล้านบาทจะต้องจ่าย 2 หมื่นบาทเป็น ต้องจ่ายหลังละ 1 แสนบาท ดังนั้นในปีหนึ่งๆเขาจะเก็บเบี้ยได้ปีละ 100 ล้านบาท และในยามปกติเขาก็จะกำไรมากมายมหาศาล แต่ในปีที่เกิดมหันตภัยเขาก็ไม่น่าจะขาดทุน คิดได้ดังนี้เขาจึงป่าวประกาศไปและมีคนมาทำประกันบ้านกับเขาทุกหลังในหมู่ บ้าน C
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีนักธุรกิจคนนี้ร่ำรวยมีเงินมากกว่า 500 ล้านบาท เป็นเงินกองทุนสำหรับบริษัทประกันภัยของเขา แต่ในคืนหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มีน้ำท่วมทะลักมาจากภูเขาเข้าท่วมทั้งหมู่บ้านของหมู่บ้าน C ทำให้บ้านทุกหลังพังพินาศไม่เหลือ และผู้คนต่างมาขอเงินชดเชยจากนักธุรกิจคนนี้ รวมแล้วเงินชดเชยที่ต้องจ่ายให้บ้านจำนวน 1000 หลังมีมูลค่า 1000 ล้านบท ดังนั้นเงินจึงไม่เพียงพอจ่ายและทำให้นักธุรกิจคนนี้ล้มละลาย
ธุรกิจ ประกันไม่ว่าจะประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัย ล้วนแล้วแต่ใช้ข้อมูลสถิติในอดีตมาคำนวณความน่าจะเป็นเพื่อคาดการณ์แนวโน้ม และกำหนดเบี้ยประกันทั้งนั้น เบี้ยประกันนั้นได้บวกเผื่อความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ไม่คาดคิดในระดับหนึ่ง ไว้แล้วแต่ไม่ทั้งหมด ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็จะทำให้ตัว เลขเงินสำรองทั้งหลายไม่เพียงพอในการจ่ายค่าชดเชยได้ และนี่ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ต้องเข้าใจของคนที่ลงทุนในธุรกิจนี้
คุณ มองธุรกิจประกันภัยอย่างไร ในอนาคตมีแนวโน้มที่ทรัพย์สินจะเสียหาย ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วๆไปและความเสียหายจากภัยพิบัติต่างๆมากขึ้น หรือน้อยลง แนวโน้มระยะยาวเป็นอย่างไร
คุณมองธุรกิจประกันชีวิตกันอย่าง ไร ในอนาคตข้างหน้ามีแนวโน้มที่คนจะตายกันมากขึ้นหรือน้อยลง ทั้งจากการตายปกติและจากการตายเนื่องด้วยภัยพิบัติต่างๆ แนวโน้มระยะยาวเป็นอย่างไร
ความเสี่ยงของธุรกิจประกันวินาศภัยที่จะ ล้มลงจะเกิดขึ้นเมื่อจำนวนทรัพย์สินที่เสียหายมีสัดส่วนที่มากเทียบกับจำนวน ทรัพย์สินที่รับประกันทั้งหมด (มูลค่าของทรัพย์สินเป็นเรื่องรองเพราะมีระบบ Excess of Loss Protection) ส่วนความเสี่ยงธุรกิจประกันชีวิตก็คือจำนวนคนเอากรมธรรม์ที่เสียชีวิตมีสัด ส่วนที่มากเมื่อเทียบกับจำนวนคนทำประกันทั้งหมด โอกาสในการเกิดเหตุไม่คาดคิดในแต่ละความเสี่ยงนั้นมากน้อยอย่างไรก็คงแล้ว แต่การประเมินของแต่ละคน ถ้าคิดว่ามีโอกาสมากก็ไม่ควรจะลงทุน แต่ถ้าคิดว่าแทบจะไม่มีโอกาสเกิดได้ก็อาจจะเลือกลงทุน หรือไปลงทุนแต่ในธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยงจากมหันตภัยเลย
ซึ่งถ้ามอง จริงๆแล้วทุกธุรกิจมีความเสี่ยงทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่จากมหันตภัยก็จากอย่างอื่น เช่นจากอัตราแลกเปลี่ยน จากราคาวัตถุดิบ และอื่นๆ เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ถ้าเรามองว่ามากก็ไม่ต้องลงทุน ถ้าเรามองว่าน้อยก็ลงทุนไป
ถ้าคุณลงทุนในบริษัทประกันโดยที่ยังไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงเหล่านี้อยู่แสดงว่าคุณกำลังเข้าสู่สนามรบที่คุณมองไม่เห็นตัวศัตรู
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลชื่อว่าหมู่บ้าน A มีจำนวนบ้านอยู่ 1000 หลัง ในทุกๆสิ้นปีจะมีบ้านสร้างใหม่ 10 หลังและจะมีบ้านที่พังไปเนื่องจากภัยพิบัติ 10 หลังตอนสิ้นปี ดังนั้นไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนจำนวนบ้านในหมู่บ้านนี้ก็ยังคงมี 1000 หลังเท่าเดิม โดยที่บ้านแต่ละหลังนั้นมีมูลค่าเท่ากันหมดคือหลังละ 1 ล้านบาท ดังนั้นหากบ้านใครพังไปจากภัยพิบัตินั่นหมายความว่าเขาจะสูญเสียเงินไป 1 ล้านบาททันที และนั่นเป็นสิ่งที่คนในหมู่บ้านกลัวกันมาก และต้องคอยลุ้นทุกปีไม่ให้บ้านที่พังในแต่ละปีนั้นเป็นบ้านของตัวเอง
มี อยู่วันหนึ่งมีนักธุรกิจหัวใส มองเห็นว่าทุกคนในหมู่บ้านต่างกลัวบ้านจะพังและสูญเสียเงินไป 1 ล้านบาท จึงนำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณและพบว่า อัตราจำนวนบ้านที่พังเทียบกับบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านนั้นอยู่ที่ 1% ต่อปี เขาจึงป่าวประกาศไปว่าเขายินดีจะจ่ายเงินให้กับเจ้าของบ้านที่พังจำนวนเต็ม 1 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขว่าบ้านที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องจ่ายเงินให้เขาปีละ 2 หมื่นบาทในต้นปีเพื่อให้ได้รับการรับประกันไปตลอดทั้งปีนั้น เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนี้ต่างดีใจว่าเขาจ่ายเงินเพียงปีละ 2 หมื่นบาทก็สามารถประกันความปลอดภัยของบ้านเขาที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านบาทจึงแห่กันไปเข้าโครงการนี้ทั้งหมดทุกหลังในหมู่บ้าน
นอกจาก ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ ได้ความสบายใจ และมีความมั่นคงมากขึ้นแล้ว นักธุรกิจคนนี้ก็ได้ประโยชน์มากเช่นกัน คือทุกๆต้นปีเขาจะได้รับเงินจากบ้าน 1000 หลัง หลังละ 2 หมื่นบาท รวมแล้วเป็นเงิน 20 ล้านบาท หลังจากนั้นเขาก็เอาเงินนี้ไปลงทุนได้เงินผลตอบแทน 7% ต่อปี ทำให้เงินงอกเงยเป็น 21.4 ล้านบาทในปลายปีแรก และเมื่อบ้านพังไป 10 หลังในปลายปีเขาก็จะจ่ายเงินไป 10 ล้านบาท รวมแล้วเขาจะมีเงินกำไรถึง 11.4 ล้านบาท ในปีแรก และทำเช่นนี้จนมีเงินมากขึ้นทุกๆปีไป
นักธุรกิจคน เดิมนี้เริ่มต้องการขยายธุรกิจจึงไปสำรวจหมู่บ้าน B ซึ่งอยู่ข้างเคียงกัน หมู่บ้านนี้มีจำนวนบ้านอยู่ 1000 หลังเท่ากัน มีบ้านสร้างใหม่และบ้านพังปีละ 10 หลังเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างคือ บ้านแต่ละหลังมีราคาไม่เท่ากัน คือมีบ้านราคาแพงอยู่ 100 หลังที่มีมูลค่าถึงหลังละ 10 ล้านบาท และอีก 900 หลังมีมูลค่าเพียงหลังละ 1 ล้านบาท ซึ่งหากนักธุรกิจคนนี้เก็บเงินหลังละ 2% ของราคาบ้านเหมือนหมู่บ้าน A จะทำให้ได้เงินจากบ้าน 900 หลัง หลังละ 2 หมื่นบาท และอีก 100 หลัง หลังละ 2 แสนบาท เป็นเงินรวม 18+20 = 38 ล้านบาทต่อปี
แต่นักธุรกิจคิดได้ว่าหากเก็บเงินแบบนี้อาจจะไม่ ปลอดภัยพอ เพราะหากปีไหนบ้านที่พังทั้ง 10 หลังเป็นบ้านราคาแพงที่มีมูลค่า 10 ล้านบาท จะทำให้เขาต้องจ่ายเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเขาคงไม่มีเงินจ่ายชดเชยบ้านที่พัง ดังนั้นเขาจึงคิดวิธีการที่เรียกว่า Excess of Loss Protection โดยการติดต่อเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่รวยกว่าเขามาก ชื่อนายต่อ และขอให้นายต่อช่วยรับประกันบ้านที่ราคาแพงจำนวน 10 หลังในหมู่บ้าน B ให้หน่อย แต่มีเงื่อนไขว่านายต่อจะจ่ายชดเชยให้เฉพาะส่วนที่เกินจาก 1 ล้านบาทเท่านั้น นั่นคือถ้าวันไหนบ้านเหล่านี้พังลง นักธุรกิจคนนี้จ่ายเพียง 1 ล้านบาท แต่นายต่อจ่าย 9 ล้านบาท ทั้งนี้นักธุรกิจคนนี้ยอมแบ่งเงินที่ได้รับมาจากบ้านเหล่านี้ให้นายต่อจาก เงินที่รับมาทั้งหมดหลังละ 2 แสนบาท เขาเก็บไว้เอง 2 หมื่นบาท และส่งเงินให้นายต่อ 1.8 แสนบาท นั่นเท่ากับว่านักธุรกิจคนนี้รับความรับผิดชอบไว้เพียงหลังละ 1 ล้านบาทในบ้านทุกหลังเหมือนกันกับหมู่บ้าน A
หลังจากที่ประสบความ สำเร็จจากหมู่บ้าน A และ B นักธุรกิจคนนี้จึงเดินทางไปหมู่บ้าน C หมู่บ้าน C นี้เหมือนกับหมู่บ้าน B ทุกอย่างยกเว้นเสียแต่ว่าหมู่บ้าน C นั้นจำนวนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแต่ละปีไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าเมื่อดูข้อมูลในอดีตตลอด 100 ปีที่ผ่านมาแล้วพบว่าจำนวนบ้านพังเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 หลังต่อปีเท่ากับหมู่บ้าน A และ B แต่ว่าบางปีก็ไม่มีบ้านพังเลย และในปีที่บ้านพังมากที่สุดก็มีบ้านพังถึง 100 หลังซึ่งในปีนั้นมีมหันตภัยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอย่างรุนแรง
นักธุรกิจ คนนี้จึงคำนวณว่าหากเกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่เลวร้ายที่สุดแล้วบ้านพัง 100 หลังจริงเขาจะต้องชดเชยเป็นเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเขาเก็บเงินได้แค่ปีละ 20 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเขามองว่าเป็นความเสี่ยงอันเนื่องมาจากมหันตภัย ซึ่งเขาก็รู้ว่ามหันตภัยนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นบ่อย เขาจึงเลือกที่จะขึ้นราคาจากเดิมบ้านหลังละ 1 ล้านบาทจะต้องจ่าย 2 หมื่นบาทเป็น ต้องจ่ายหลังละ 1 แสนบาท ดังนั้นในปีหนึ่งๆเขาจะเก็บเบี้ยได้ปีละ 100 ล้านบาท และในยามปกติเขาก็จะกำไรมากมายมหาศาล แต่ในปีที่เกิดมหันตภัยเขาก็ไม่น่าจะขาดทุน คิดได้ดังนี้เขาจึงป่าวประกาศไปและมีคนมาทำประกันบ้านกับเขาทุกหลังในหมู่ บ้าน C
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีนักธุรกิจคนนี้ร่ำรวยมีเงินมากกว่า 500 ล้านบาท เป็นเงินกองทุนสำหรับบริษัทประกันภัยของเขา แต่ในคืนหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มีน้ำท่วมทะลักมาจากภูเขาเข้าท่วมทั้งหมู่บ้านของหมู่บ้าน C ทำให้บ้านทุกหลังพังพินาศไม่เหลือ และผู้คนต่างมาขอเงินชดเชยจากนักธุรกิจคนนี้ รวมแล้วเงินชดเชยที่ต้องจ่ายให้บ้านจำนวน 1000 หลังมีมูลค่า 1000 ล้านบท ดังนั้นเงินจึงไม่เพียงพอจ่ายและทำให้นักธุรกิจคนนี้ล้มละลาย
ธุรกิจ ประกันไม่ว่าจะประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัย ล้วนแล้วแต่ใช้ข้อมูลสถิติในอดีตมาคำนวณความน่าจะเป็นเพื่อคาดการณ์แนวโน้ม และกำหนดเบี้ยประกันทั้งนั้น เบี้ยประกันนั้นได้บวกเผื่อความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ไม่คาดคิดในระดับหนึ่ง ไว้แล้วแต่ไม่ทั้งหมด ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็จะทำให้ตัว เลขเงินสำรองทั้งหลายไม่เพียงพอในการจ่ายค่าชดเชยได้ และนี่ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ต้องเข้าใจของคนที่ลงทุนในธุรกิจนี้
คุณ มองธุรกิจประกันภัยอย่างไร ในอนาคตมีแนวโน้มที่ทรัพย์สินจะเสียหาย ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วๆไปและความเสียหายจากภัยพิบัติต่างๆมากขึ้น หรือน้อยลง แนวโน้มระยะยาวเป็นอย่างไร
คุณมองธุรกิจประกันชีวิตกันอย่าง ไร ในอนาคตข้างหน้ามีแนวโน้มที่คนจะตายกันมากขึ้นหรือน้อยลง ทั้งจากการตายปกติและจากการตายเนื่องด้วยภัยพิบัติต่างๆ แนวโน้มระยะยาวเป็นอย่างไร
ความเสี่ยงของธุรกิจประกันวินาศภัยที่จะ ล้มลงจะเกิดขึ้นเมื่อจำนวนทรัพย์สินที่เสียหายมีสัดส่วนที่มากเทียบกับจำนวน ทรัพย์สินที่รับประกันทั้งหมด (มูลค่าของทรัพย์สินเป็นเรื่องรองเพราะมีระบบ Excess of Loss Protection) ส่วนความเสี่ยงธุรกิจประกันชีวิตก็คือจำนวนคนเอากรมธรรม์ที่เสียชีวิตมีสัด ส่วนที่มากเมื่อเทียบกับจำนวนคนทำประกันทั้งหมด โอกาสในการเกิดเหตุไม่คาดคิดในแต่ละความเสี่ยงนั้นมากน้อยอย่างไรก็คงแล้ว แต่การประเมินของแต่ละคน ถ้าคิดว่ามีโอกาสมากก็ไม่ควรจะลงทุน แต่ถ้าคิดว่าแทบจะไม่มีโอกาสเกิดได้ก็อาจจะเลือกลงทุน หรือไปลงทุนแต่ในธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยงจากมหันตภัยเลย
ซึ่งถ้ามอง จริงๆแล้วทุกธุรกิจมีความเสี่ยงทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่จากมหันตภัยก็จากอย่างอื่น เช่นจากอัตราแลกเปลี่ยน จากราคาวัตถุดิบ และอื่นๆ เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ถ้าเรามองว่ามากก็ไม่ต้องลงทุน ถ้าเรามองว่าน้อยก็ลงทุนไป
ถ้าคุณลงทุนในบริษัทประกันโดยที่ยังไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงเหล่านี้อยู่แสดงว่าคุณกำลังเข้าสู่สนามรบที่คุณมองไม่เห็นตัวศัตรู
วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554
มูลค่าของบริษัทประกันชีวิต
เนื่องจากเมื่อวานมีคนถามคำถามเกี่ยวกับธุรกิจประกันชีวิตในเวปบอร์ด Thaivi.org ในห้อง BLA ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจ และสามารถนำมาอธิบายให้กับคนอื่นๆได้เข้าใจธุรกิจประกันชีวิตกันมากขึ้นก็เลยเอามาลงในบทความนี้นะครับ
kondee wrote:
สนใจใน BLA เหมือนกัน
แต่ถ้าสัดส่วนกำไรมาจากเงินลงทุนมากๆ ก็ไม่น่าต่างจากเราซื้อ TDEX?
กำไรที่มาจากส่วนประกันที่เห็นก็แค่ thin air ที่มาจากอนาคต ... ถ้าเราไม่ใช่ ผบห ก็ไม่เหมือน wealth เลยสิ เงินที่ได้มาก็เอาไปจ่ายออกหมดในอนาคต เหมือนพวกธุรกิจโรงไฟฟ้า ที่ต้องสร้างโรงใหม่แทนโรงเก่าไปเรื่อยๆ
หรือผมยังไม่เข้าใจตัวธุรกิจนี้ ?
แต่ถ้าสัดส่วนกำไรมาจากเงินลงทุนมากๆ ก็ไม่น่าต่างจากเราซื้อ TDEX?
กำไรที่มาจากส่วนประกันที่เห็นก็แค่ thin air ที่มาจากอนาคต ... ถ้าเราไม่ใช่ ผบห ก็ไม่เหมือน wealth เลยสิ เงินที่ได้มาก็เอาไปจ่ายออกหมดในอนาคต เหมือนพวกธุรกิจโรงไฟฟ้า ที่ต้องสร้างโรงใหม่แทนโรงเก่าไปเรื่อยๆ
หรือผมยังไม่เข้าใจตัวธุรกิจนี้ ?
Skyforever wrote:
สวัสดีครับคุณ kondee
ผมขอลองอธิบายด้วยความรู้ที่มีอยู่อย่างจำกัดของผมสักหน่อยนะครับ
สิ่งที่คุณ kondee คิดนั้นถูก แต่อาจจะถูกไม่ทั้งหมดนะครับ
สิ่งที่คุณ kondee เข้าใจถูกต้องคือ สัดส่วนกำไรมาจากเงินลงทุนมากๆ
จริงๆแล้วถ้าคิดกำไรจากการรับประกันภัยล้วนๆ คือเอาเบี้ยรับมาหักรายจ่ายค่าคอม ค่าสินไหม ค่าผลตอบแทนตามกรมธรรม์ ค่าพนักงาน และอื่นๆแล้ว เราจะพบว่ากรมธรรม์ส่วนใหญ่ซึ่งเน้นออมทรัพย์นั้นบริษัทจะขาดทุน เพราะเราจะต้องจ่ายคืนเป็นเงินผลตอบแทนจากการลงทุนให้ผู้เอาประกัน ประมาณ 2.xx-3.xx% หรืออาจจะมีกำไรบ้างในบางกรมธรรม์ที่เป็นประเภทคุ้มครองแบบชั่วระยะเวลาเพราะบริษัทจะจ่ายเงินให้ในกรณีที่เสียชีวิตเท่านั้น ไม่มีการจ่ายเงินคืนเมื่อครบสัญญา
ดังนั้นเราจะพบว่าที่ผ่านๆส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะขาดทุนจากการรับประกันภัยมาตลอด ยกเว้นช่วงปีหลังๆที่เบี้ยรับส่วนใหญ่มาจากกรมธรรม์ที่จ่ายเบี้ยน้อยปี ซึ่งกรมธรรม์ประเภทนี้จะทำให้เรามีรายรับและกำไรโตมากๆในปีแรกๆ แต่ในปีหลังๆเมื่อหมดระยะจ่ายเบี้ยไป รายรับจะหายแต่ค่าใช้จ่ายโตมากขึ้น และทำให้กำไรจากการรับประกันภัยในปีหลังๆจากกรมธรรม์ประเภทนี้ติดลบได้
ทั้งนี้ถ้าดูจากตัวเลขกำไรหรือขาดทุนจากการรับประกันภัยในแต่ละปีแล้ว เราจะพบว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับกำไรจากการลงทุน ดังนั้น คีย์หลักที่ทำให้บริษัทประกันเติบโตอย่างมาก และเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนนั้นคือ กำไรจากการนำเงินไปลงทุนนั่นเอง
คำถามต่อไปก็คือ แล้วทำไมเราต้องไปลงทุนผ่านบริษัทประกันชีวิต ทำไมเราซื้อหุ้น BLA ทำไมเราไม่เอาเงินของเราเองไปซื้อหุ้นที่จะได้ผลตอบแทนมากกว่า พันธบัตร และหุ้นตัวใหญ่ๆที่ BLA ถืออยู่
ณ ปัจจุบัน ผมตีตัวเลขคร่าวๆว่า BLA มีทรัพย์สินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท มี Market Cap ประมาณ 5 หมื่นล้าน และถ้า BLA มี ROI 5% ก็เหมือนเราลงทุนได้ผลตอบแทนมา 10% (เพราะ Market cap ประมาณครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์) แต่ว่านี่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งในส่วนที่ขาดทุนจากการรับประกันภัย และทั้งยังต้องไปจ่ายภาษีอีก ผลตอบแทนสุทธิจะเหลือถึง 5% หรือเป่ายังไม่รู้เลย สู้เอาเงินไปลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนแน่ๆมากกว่า 10% ไม่ดีกว่าหรือ
ถ้าคิดแค่นี้ผมก็คงไม่สนใจ BLA หรอกครับ เพราะสิ่งที่เราคิดข้างต้นนั้นเป็นการมองตัวเลขในปัจจุบันเท่านั้น เนื่องจากธุรกิจประกันชีวิตไม่เหมือนธุรกิจส่วนใหญ่ การที่บริษัทขายกรมธรรม์ได้ในแต่ละปีนั้น รายรับที่ได้ไม่ได้จบลงแค่ในปีนั้น แต่ยังส่งผลต่อรายรับในอนาคตที่จะเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลายๆปี
หมายความว่ายังไงครับ ก็หมายความว่าถึงแม้นับจากวันนี้ไป BLA เลิกขายกรมธรรม์ใหม่ไปตลอด เมื่อเวลาผ่านไปเราจะพบว่าสินทรัพย์ลงทุนของ BLA ไม่ได้หยุดอยู่ที่ 1 แสนล้าน แต่ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากเบี้ยรับต่ออายุและบางส่วนก็มาจากกำไรที่ได้มาจากเงินลงทุน และนั่นอาจจะทำให้สินทรัพย์ลงทุนในอนาคตเพิ่มเป็น 4 แสนล้าน หรือ 5 แสนล้านได้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้าโดยไม่ต้องพึ่งเบี้ยใหม่เลย และการที่สินทรัพย์ลงทุนเพิ่มจนมีมูลค่าเป็น 4-5 เท่าก็หมายถึงผลตอบแทนของเราก็จะเพิ่มเป็น 4-5 เท่าจากเดิมเช่นกัน (ถ้าจากเดิมที่กำไรสุทธิคิดเป็น 5% ต่อปีจาก 5 หมื่นล้าน ก็กลายเป็นได้กำไรสุทธิ 20-25% ต่อปีจากเงิน 5 หมื่นล้าน)
แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น BLA ยังคงขายเบี้ยใหม่อยู่ และยอดขายเบี้ยก็เติบโตอย่างมากทุกๆปี ซึ่งมาจากทั้งการเติบโตของจำนวนกรมธรรม์ที่ขายได้มากขึ้น (เนื่องจากคนให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตและออมเงินมากขึ้น) และทั้งมูลค่าเบี้ยที่จ่ายต่อกรมธรรม์ที่สูงขึ้น (เนื่องจากรายได้ประชากรเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อมากขึ้น ค่าเงินลดลง)
หากเราลองย้อนข้อมูลกลับไปดูเราจะพบว่า ในปี 2001-2005 BLA มีการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุนเฉลี่ยประมาณ 27% ต่อปี และในปี 2005-2010 มีการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุนเฉลี่ยประมาณ 25% ต่อปี และในอีก 5-10 ปีข้างหน้าสินทรัพย์ลงทุนก็คงจะเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี
ดังนั้นการที่เราไม่ได้ซื้อ TDEX แต่มาลงทุนใน BLA เพราะเรามองเห็นอนาคต เรารู้ว่ายังมีเบี้ยรับอีกจำนวนมากที่จะเข้ามาทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนของ BLA เติบโตเร็วกว่าการที่เราไปลงทุนในหุ้นเอง อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า BLA จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 20-25% ต่อปี และน่าจะเติบโตได้อีกเป็นสิบๆปี
จริงๆแล้วถ้าจะหาธุรกิจที่ใกล้เคียงประกันชีวิตหน่อยผมก็ขอยกไปเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าก็แล้วกัน ส่วนที่คล้ายกันก็คือ อสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจะมีการทำสัญญาระยะยาว อาจจะเป็น 5ปี 10ปี หรือ 20ปี ซึ่งตลอดระยะเวลานี้เราก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเราจะมีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาทุกๆปีจนครบสัญญา หากผู้เช่าขอยกเลิกก่อน เราก็อาจจะสามารถยึดเงินมัดจำได้อะไรประมาณนั้น ธุรกิจประกันชีวิตก็เช่นกัน เมื่อเราขายกรมธรรม์ไปแล้ว เจ้าของกรมธรรม์จะต้องจ่ายเบี้ยทุกปีต่อเนื่อง และหากมีการยกเลิกก่อนกำหนดก็จะต้องเสียเงินผลประโยชน์ให้บริษัทประกันชีวิต แต่ข้อได้เปรียบของธุรกิจประกันชีวิตที่เหนือกว่าก็คือ การขยายกิจการ การเพิ่มจำนวนลูกค้ามากๆนั้นแทบไม่จำเป็นต้องลงทุนใดๆเพิ่มเลย แต่อสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่านั้นไม่สามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าได้ดังใจ จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
เราจะสังเกตเห็นว่าพวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่ามักจะมีการคิดมูลค่าของบริษัทจากกระแสเงินสดที่จะได้จากค่าเช่าในอนาคตข้างหน้าจนกว่าจะหมดอายุสัญญา ซึ่งในการคำนวณนั้นจะต้องมีการประมาณการณ์ค่าเช่าในอนาคต มีการคิดย้อนกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบันด้วย Discount rate และจะได้มูลค่าของกิจการเป็น NAV
ในทำนองเดียวกัน เราไม่สามารถมองตัวเลขแค่ปีปัจจุบันของบริษัทประกันชีวิตแล้วไปเทียบกับบริษัทอื่นได้ การประเมินมูลค่าของบริษัทประกันชีวิตจะต้องคำนึงถึงรายได้ที่จะได้ในอนาคตด้วยเช่นกัน
จริงๆแล้วในธุรกิจประกันชีวิตก็จะมีคนที่คำนวณว่าในแต่ละกรมธรรม์ที่ขายไปนั้นจะมีกำไรเท่าไร โดยต้องคิดคำนวณจากเบี้ยรับที่ได้มาหักค่าใช้จ่ายต่างๆ (รวมทั้งค่าใช้จ่ายในแง่ของผลตอบแทนจ่ายคืนและการจ่ายสินไหมเมื่อมีการเสียชีวิต) และคิดผลตอบแทนจากการลงทุน แล้วจึงสรุปออกมาว่าในแต่ละกรมธรรม์จะมีกำไรเท่าไร โดยการคำนวณก็คล้ายกับการหา NAV ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า คือคำนวณหากระแสเงินสดในอนาคตแล้วคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งในธุรกิจประกันชีวิตเราจะเรียกว่า EV หรือ Embedded Value
ในการคำนวณ EV นั้นเป็นการคำนวณจากกรมธรรม์ที่ขายได้แล้วในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงมูลค่าของกรมธรรม์ที่ใหม่ที่จะขายได้ในอนาคต ดังนั้นหากการคำนวณใช้ Discount rate ที่ 10% และปัจจุบันในปี 2554 หาก EV มีมูลค่าประมาณ 20 บาท และหากยังไม่รวมเบี้ยใหม่ มูลค่าของ EV ก็จะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 10% จนถึงปีสุดท้าย ดังนั้นปีหน้า EV ก็จะมีมูลค่า 22 บาท การเพิ่มขึ้นของ EV นี้จะคล้ายๆการเพิ่มขึ้นของ NAV ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (แต่ในความเป็นจริง NAV ของกองทุนอสังหามักจะเพิ่มน้อย เพราะกองทุนเหล่านี้มักจะปันผลออกไปเป็นปริมาณที่มาก)
บางคนมองมูลค่าของ BLA จากมูลค่าทางบัญชี (BV) ซึ่ง BV นั้นเป็นมูลค่าในปัจจุบันเท่านั้น หากเราคิดถึงกรมธรรม์ที่ขายไปแล้ว รายได้ที่เราต้องได้รับในอนาคต เราจะพบว่ายิ่งเวลาผ่านไป ค่า BV จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมาถึงวันที่ปิดกิจการไม่มีกรมธรรม์ค้างอยู่ BV จะมีมูลค่าเท่ากับ EV เลย
ถ้าไม่มีเบี้ยใหม่ เราก็คงไม่อยากซื้อหุ้น BLA ที่ราคาสูงกว่ามูลค่า EV (คล้ายๆกับการที่เราไม่อยากซื้อหุ้นของกองทุนอสังหาที่ราคาแพงกว่า NAV มากๆ) เมื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงว่าเบี้ยใหม่นั้นมีอยู่จริง และมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่สูง เราก็ต้องมารู้จักอีกตัวนึงคือ VNB (Value of one year's New Business)
VNB นั้นคล้ายๆกับ EV แต่ต่างกันตรงที่ว่า EV นั้นคิดหามูลค่าจากรมธรรม์ทั้งหมดที่ขายไปแล้วทั้งกรมธรรม์ใหม่และกรมธรรม์เก่าที่ยังมีการชำระเบี้ยอยู่ แต่ VNB นั้นเป็นการหามูลค่าของเฉพาะกรมธรรม์ใหม่ที่เพิ่งขายออกไปในปีที่ผ่านมา (VNB เป็นส่วนหนึ่งของ EV)
จากข้อมูลสิ้นปี 2553 บนเงื่อนไขที่ ROI = 5% และ DIscount rate ที่ 10%
จากการประเมินของ Pricewaterhouse มูลค่า EV มีมูลค่าเท่ากับ 18.2 บาทต่อหุ้น และ EV มีมูลค่าเท่ากับ 1.8 บาทต่อหุ้น
ผมลองคำนวณหลักคิดง่ายๆให้ดูเป็นแนวทางนะครับ (ในความเป็นจริงมีตัวแปรที่ต้องพิจารณาอีกเยอะ)
หากเราคิดว่า VNB จะเติบโตปีละ 15% เราก็จะคำนวณหา EV ในแต่ละปีได้ดังนี้
2553
VNB = 1.8
EV = 18.2
2554
VNB = 1.8x1.15 = 2.07
EV = (18.2x1.1)+2.07 = 22.09 (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 21%)
2555
VNB = 1.8x1.15x1.15 = 2.38
EV = (22.09x1.1)+2.38 = 26.68 (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 21%)
....
ณ ปัจจุบันราคาหุ้นมีมูลค่าประมาณ 2 เท่าของ EV ดังนั้นถ้า EV โตปีละประมาณ 20% อาจจะใช้เวลา 4 ปี มูลค่าของ EV จึงจะโตมาทันราคาปัจจุบัน และอีก 8 ปีจากวันนี้ EV ก็จะมีมูลค่าประมาณ 2 เท่าของราคาปัจจุบัน
หรือบางคนอาจจะพิจารณาอัตราส่วน P/EV หรือ P/VNB
หรือ ราคาเหมาะสม = EV + (multiplier)xVNB --> หากใช้ multiplier เป็น 10 ก็หมายถึง ถ้า VNB ไม่เติบโต คือเท่ากันทุกปีแล้ว ราคาเหมาะสมที่เราพอใจจะซื้อนั้นเป็นราคาที่มีมูลค่าเท่ากับ EV ในอีก 10 ปีข้างหน้า
ที่อธิบายมายืดยาวแค่อยากจะให้เห็นภาพประกันชีวิตมากขึ้น และเข้าใจว่าต่างกับเราเอาเงินไปซื้อหุ้นหรือพันธบัตรที่ BLA ถืออยู่อย่างไร ต่างกับการไปซื้อ TDEX อย่างไร
ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามคุณ kondee มั้ยครับ
ผมขอลองอธิบายด้วยความรู้ที่มีอยู่อย่างจำกัดของผมสักหน่อยนะครับ
สิ่งที่คุณ kondee คิดนั้นถูก แต่อาจจะถูกไม่ทั้งหมดนะครับ
สิ่งที่คุณ kondee เข้าใจถูกต้องคือ สัดส่วนกำไรมาจากเงินลงทุนมากๆ
จริงๆแล้วถ้าคิดกำไรจากการรับประกันภัยล้วนๆ คือเอาเบี้ยรับมาหักรายจ่ายค่าคอม ค่าสินไหม ค่าผลตอบแทนตามกรมธรรม์ ค่าพนักงาน และอื่นๆแล้ว เราจะพบว่ากรมธรรม์ส่วนใหญ่ซึ่งเน้นออมทรัพย์นั้นบริษัทจะขาดทุน เพราะเราจะต้องจ่ายคืนเป็นเงินผลตอบแทนจากการลงทุนให้ผู้เอาประกัน ประมาณ 2.xx-3.xx% หรืออาจจะมีกำไรบ้างในบางกรมธรรม์ที่เป็นประเภทคุ้มครองแบบชั่วระยะเวลาเพราะบริษัทจะจ่ายเงินให้ในกรณีที่เสียชีวิตเท่านั้น ไม่มีการจ่ายเงินคืนเมื่อครบสัญญา
ดังนั้นเราจะพบว่าที่ผ่านๆส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะขาดทุนจากการรับประกันภัยมาตลอด ยกเว้นช่วงปีหลังๆที่เบี้ยรับส่วนใหญ่มาจากกรมธรรม์ที่จ่ายเบี้ยน้อยปี ซึ่งกรมธรรม์ประเภทนี้จะทำให้เรามีรายรับและกำไรโตมากๆในปีแรกๆ แต่ในปีหลังๆเมื่อหมดระยะจ่ายเบี้ยไป รายรับจะหายแต่ค่าใช้จ่ายโตมากขึ้น และทำให้กำไรจากการรับประกันภัยในปีหลังๆจากกรมธรรม์ประเภทนี้ติดลบได้
ทั้งนี้ถ้าดูจากตัวเลขกำไรหรือขาดทุนจากการรับประกันภัยในแต่ละปีแล้ว เราจะพบว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับกำไรจากการลงทุน ดังนั้น คีย์หลักที่ทำให้บริษัทประกันเติบโตอย่างมาก และเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนนั้นคือ กำไรจากการนำเงินไปลงทุนนั่นเอง
คำถามต่อไปก็คือ แล้วทำไมเราต้องไปลงทุนผ่านบริษัทประกันชีวิต ทำไมเราซื้อหุ้น BLA ทำไมเราไม่เอาเงินของเราเองไปซื้อหุ้นที่จะได้ผลตอบแทนมากกว่า พันธบัตร และหุ้นตัวใหญ่ๆที่ BLA ถืออยู่
ณ ปัจจุบัน ผมตีตัวเลขคร่าวๆว่า BLA มีทรัพย์สินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท มี Market Cap ประมาณ 5 หมื่นล้าน และถ้า BLA มี ROI 5% ก็เหมือนเราลงทุนได้ผลตอบแทนมา 10% (เพราะ Market cap ประมาณครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์) แต่ว่านี่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งในส่วนที่ขาดทุนจากการรับประกันภัย และทั้งยังต้องไปจ่ายภาษีอีก ผลตอบแทนสุทธิจะเหลือถึง 5% หรือเป่ายังไม่รู้เลย สู้เอาเงินไปลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนแน่ๆมากกว่า 10% ไม่ดีกว่าหรือ
ถ้าคิดแค่นี้ผมก็คงไม่สนใจ BLA หรอกครับ เพราะสิ่งที่เราคิดข้างต้นนั้นเป็นการมองตัวเลขในปัจจุบันเท่านั้น เนื่องจากธุรกิจประกันชีวิตไม่เหมือนธุรกิจส่วนใหญ่ การที่บริษัทขายกรมธรรม์ได้ในแต่ละปีนั้น รายรับที่ได้ไม่ได้จบลงแค่ในปีนั้น แต่ยังส่งผลต่อรายรับในอนาคตที่จะเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลายๆปี
หมายความว่ายังไงครับ ก็หมายความว่าถึงแม้นับจากวันนี้ไป BLA เลิกขายกรมธรรม์ใหม่ไปตลอด เมื่อเวลาผ่านไปเราจะพบว่าสินทรัพย์ลงทุนของ BLA ไม่ได้หยุดอยู่ที่ 1 แสนล้าน แต่ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากเบี้ยรับต่ออายุและบางส่วนก็มาจากกำไรที่ได้มาจากเงินลงทุน และนั่นอาจจะทำให้สินทรัพย์ลงทุนในอนาคตเพิ่มเป็น 4 แสนล้าน หรือ 5 แสนล้านได้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้าโดยไม่ต้องพึ่งเบี้ยใหม่เลย และการที่สินทรัพย์ลงทุนเพิ่มจนมีมูลค่าเป็น 4-5 เท่าก็หมายถึงผลตอบแทนของเราก็จะเพิ่มเป็น 4-5 เท่าจากเดิมเช่นกัน (ถ้าจากเดิมที่กำไรสุทธิคิดเป็น 5% ต่อปีจาก 5 หมื่นล้าน ก็กลายเป็นได้กำไรสุทธิ 20-25% ต่อปีจากเงิน 5 หมื่นล้าน)
แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น BLA ยังคงขายเบี้ยใหม่อยู่ และยอดขายเบี้ยก็เติบโตอย่างมากทุกๆปี ซึ่งมาจากทั้งการเติบโตของจำนวนกรมธรรม์ที่ขายได้มากขึ้น (เนื่องจากคนให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตและออมเงินมากขึ้น) และทั้งมูลค่าเบี้ยที่จ่ายต่อกรมธรรม์ที่สูงขึ้น (เนื่องจากรายได้ประชากรเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อมากขึ้น ค่าเงินลดลง)
หากเราลองย้อนข้อมูลกลับไปดูเราจะพบว่า ในปี 2001-2005 BLA มีการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุนเฉลี่ยประมาณ 27% ต่อปี และในปี 2005-2010 มีการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุนเฉลี่ยประมาณ 25% ต่อปี และในอีก 5-10 ปีข้างหน้าสินทรัพย์ลงทุนก็คงจะเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี
ดังนั้นการที่เราไม่ได้ซื้อ TDEX แต่มาลงทุนใน BLA เพราะเรามองเห็นอนาคต เรารู้ว่ายังมีเบี้ยรับอีกจำนวนมากที่จะเข้ามาทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนของ BLA เติบโตเร็วกว่าการที่เราไปลงทุนในหุ้นเอง อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า BLA จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 20-25% ต่อปี และน่าจะเติบโตได้อีกเป็นสิบๆปี
จริงๆแล้วถ้าจะหาธุรกิจที่ใกล้เคียงประกันชีวิตหน่อยผมก็ขอยกไปเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าก็แล้วกัน ส่วนที่คล้ายกันก็คือ อสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจะมีการทำสัญญาระยะยาว อาจจะเป็น 5ปี 10ปี หรือ 20ปี ซึ่งตลอดระยะเวลานี้เราก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเราจะมีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาทุกๆปีจนครบสัญญา หากผู้เช่าขอยกเลิกก่อน เราก็อาจจะสามารถยึดเงินมัดจำได้อะไรประมาณนั้น ธุรกิจประกันชีวิตก็เช่นกัน เมื่อเราขายกรมธรรม์ไปแล้ว เจ้าของกรมธรรม์จะต้องจ่ายเบี้ยทุกปีต่อเนื่อง และหากมีการยกเลิกก่อนกำหนดก็จะต้องเสียเงินผลประโยชน์ให้บริษัทประกันชีวิต แต่ข้อได้เปรียบของธุรกิจประกันชีวิตที่เหนือกว่าก็คือ การขยายกิจการ การเพิ่มจำนวนลูกค้ามากๆนั้นแทบไม่จำเป็นต้องลงทุนใดๆเพิ่มเลย แต่อสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่านั้นไม่สามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าได้ดังใจ จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
เราจะสังเกตเห็นว่าพวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่ามักจะมีการคิดมูลค่าของบริษัทจากกระแสเงินสดที่จะได้จากค่าเช่าในอนาคตข้างหน้าจนกว่าจะหมดอายุสัญญา ซึ่งในการคำนวณนั้นจะต้องมีการประมาณการณ์ค่าเช่าในอนาคต มีการคิดย้อนกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบันด้วย Discount rate และจะได้มูลค่าของกิจการเป็น NAV
ในทำนองเดียวกัน เราไม่สามารถมองตัวเลขแค่ปีปัจจุบันของบริษัทประกันชีวิตแล้วไปเทียบกับบริษัทอื่นได้ การประเมินมูลค่าของบริษัทประกันชีวิตจะต้องคำนึงถึงรายได้ที่จะได้ในอนาคตด้วยเช่นกัน
จริงๆแล้วในธุรกิจประกันชีวิตก็จะมีคนที่คำนวณว่าในแต่ละกรมธรรม์ที่ขายไปนั้นจะมีกำไรเท่าไร โดยต้องคิดคำนวณจากเบี้ยรับที่ได้มาหักค่าใช้จ่ายต่างๆ (รวมทั้งค่าใช้จ่ายในแง่ของผลตอบแทนจ่ายคืนและการจ่ายสินไหมเมื่อมีการเสียชีวิต) และคิดผลตอบแทนจากการลงทุน แล้วจึงสรุปออกมาว่าในแต่ละกรมธรรม์จะมีกำไรเท่าไร โดยการคำนวณก็คล้ายกับการหา NAV ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า คือคำนวณหากระแสเงินสดในอนาคตแล้วคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งในธุรกิจประกันชีวิตเราจะเรียกว่า EV หรือ Embedded Value
ในการคำนวณ EV นั้นเป็นการคำนวณจากกรมธรรม์ที่ขายได้แล้วในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงมูลค่าของกรมธรรม์ที่ใหม่ที่จะขายได้ในอนาคต ดังนั้นหากการคำนวณใช้ Discount rate ที่ 10% และปัจจุบันในปี 2554 หาก EV มีมูลค่าประมาณ 20 บาท และหากยังไม่รวมเบี้ยใหม่ มูลค่าของ EV ก็จะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 10% จนถึงปีสุดท้าย ดังนั้นปีหน้า EV ก็จะมีมูลค่า 22 บาท การเพิ่มขึ้นของ EV นี้จะคล้ายๆการเพิ่มขึ้นของ NAV ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (แต่ในความเป็นจริง NAV ของกองทุนอสังหามักจะเพิ่มน้อย เพราะกองทุนเหล่านี้มักจะปันผลออกไปเป็นปริมาณที่มาก)
บางคนมองมูลค่าของ BLA จากมูลค่าทางบัญชี (BV) ซึ่ง BV นั้นเป็นมูลค่าในปัจจุบันเท่านั้น หากเราคิดถึงกรมธรรม์ที่ขายไปแล้ว รายได้ที่เราต้องได้รับในอนาคต เราจะพบว่ายิ่งเวลาผ่านไป ค่า BV จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมาถึงวันที่ปิดกิจการไม่มีกรมธรรม์ค้างอยู่ BV จะมีมูลค่าเท่ากับ EV เลย
ถ้าไม่มีเบี้ยใหม่ เราก็คงไม่อยากซื้อหุ้น BLA ที่ราคาสูงกว่ามูลค่า EV (คล้ายๆกับการที่เราไม่อยากซื้อหุ้นของกองทุนอสังหาที่ราคาแพงกว่า NAV มากๆ) เมื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงว่าเบี้ยใหม่นั้นมีอยู่จริง และมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่สูง เราก็ต้องมารู้จักอีกตัวนึงคือ VNB (Value of one year's New Business)
VNB นั้นคล้ายๆกับ EV แต่ต่างกันตรงที่ว่า EV นั้นคิดหามูลค่าจากรมธรรม์ทั้งหมดที่ขายไปแล้วทั้งกรมธรรม์ใหม่และกรมธรรม์เก่าที่ยังมีการชำระเบี้ยอยู่ แต่ VNB นั้นเป็นการหามูลค่าของเฉพาะกรมธรรม์ใหม่ที่เพิ่งขายออกไปในปีที่ผ่านมา (VNB เป็นส่วนหนึ่งของ EV)
จากข้อมูลสิ้นปี 2553 บนเงื่อนไขที่ ROI = 5% และ DIscount rate ที่ 10%
จากการประเมินของ Pricewaterhouse มูลค่า EV มีมูลค่าเท่ากับ 18.2 บาทต่อหุ้น และ EV มีมูลค่าเท่ากับ 1.8 บาทต่อหุ้น
ผมลองคำนวณหลักคิดง่ายๆให้ดูเป็นแนวทางนะครับ (ในความเป็นจริงมีตัวแปรที่ต้องพิจารณาอีกเยอะ)
หากเราคิดว่า VNB จะเติบโตปีละ 15% เราก็จะคำนวณหา EV ในแต่ละปีได้ดังนี้
2553
VNB = 1.8
EV = 18.2
2554
VNB = 1.8x1.15 = 2.07
EV = (18.2x1.1)+2.07 = 22.09 (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 21%)
2555
VNB = 1.8x1.15x1.15 = 2.38
EV = (22.09x1.1)+2.38 = 26.68 (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 21%)
....
ณ ปัจจุบันราคาหุ้นมีมูลค่าประมาณ 2 เท่าของ EV ดังนั้นถ้า EV โตปีละประมาณ 20% อาจจะใช้เวลา 4 ปี มูลค่าของ EV จึงจะโตมาทันราคาปัจจุบัน และอีก 8 ปีจากวันนี้ EV ก็จะมีมูลค่าประมาณ 2 เท่าของราคาปัจจุบัน
หรือบางคนอาจจะพิจารณาอัตราส่วน P/EV หรือ P/VNB
หรือ ราคาเหมาะสม = EV + (multiplier)xVNB --> หากใช้ multiplier เป็น 10 ก็หมายถึง ถ้า VNB ไม่เติบโต คือเท่ากันทุกปีแล้ว ราคาเหมาะสมที่เราพอใจจะซื้อนั้นเป็นราคาที่มีมูลค่าเท่ากับ EV ในอีก 10 ปีข้างหน้า
ที่อธิบายมายืดยาวแค่อยากจะให้เห็นภาพประกันชีวิตมากขึ้น และเข้าใจว่าต่างกับเราเอาเงินไปซื้อหุ้นหรือพันธบัตรที่ BLA ถืออยู่อย่างไร ต่างกับการไปซื้อ TDEX อย่างไร
ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามคุณ kondee มั้ยครับ
kondee wrote:
คำถาม คือ Book ขณะนี้ 4.24 บาท เราใช้เงิน 4.24 บาท ซื้อของ 1 บาท (คุ้่มกับ asset ปัจจุบัน+series assetในอนาคตไหม?)
แต่ที่ผมยังติดใจ มีอยู่อีกนิด คือ asset ที่เรากำลังคิดกัน มันเป็นของเจ้าหนี้หรือไม่? สุดท้ายเมื่อหยุดกิจการทั้งหมดต้องคืนให้เจ้าหนี้ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ซึ่งต่างจากธุรกิจพวกค้าปลีกที่ asset ที่ได้มานำไปลงทุนต่อ เป็น inventory กับ account receivable ซึ่งเมื่อหยุดกิจการ cash จะท่วมบริษัท และจะกลายเป็นของผู้ถือหุ้นทั้งหมด
และทำไม บริษัทประกันชีวิตในไทย ถึง trade กันที่ PBV สูงมากเมื่อเทียบกับ ธุรกิจประกันชีวิตเหมือนกันในต่างประเทศ ซึ่ง trade กันประมาณ 2 เท่า?
แต่ที่ผมยังติดใจ มีอยู่อีกนิด คือ asset ที่เรากำลังคิดกัน มันเป็นของเจ้าหนี้หรือไม่? สุดท้ายเมื่อหยุดกิจการทั้งหมดต้องคืนให้เจ้าหนี้ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ซึ่งต่างจากธุรกิจพวกค้าปลีกที่ asset ที่ได้มานำไปลงทุนต่อ เป็น inventory กับ account receivable ซึ่งเมื่อหยุดกิจการ cash จะท่วมบริษัท และจะกลายเป็นของผู้ถือหุ้นทั้งหมด
และทำไม บริษัทประกันชีวิตในไทย ถึง trade กันที่ PBV สูงมากเมื่อเทียบกับ ธุรกิจประกันชีวิตเหมือนกันในต่างประเทศ ซึ่ง trade กันประมาณ 2 เท่า?
Skyforever wrote:
อย่างที่ผมอธิบายไว้แล้วว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจธุรกิจประกันชีวิต และมองภาพเทียบกับบริษัทอื่นๆทั่วไป คือจะมองที่ BV
การที่เรามอง BV ของบริษัทประกันชีวิตก็เหมือนกับการที่เราหามูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า โดยดูเฉพาะเงินในมือ ณ ปัจจุบันเท่านั้น และตีมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิการเช่าเป็น 0 ไป ถ้าเราคิดมูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์โดยไม่คิดสิทธิการเช่า แล้วเราจะพบว่ามูลค่ากองทุนจะเกือบเป็น 0 มีมูลค่าน้อยมากๆ แต่ที่คนยอมซื้อแพงกว่า NAV เพราะมองถึงอนาคต และรู้ว่าผลรวมของ NAV กับ ปันผล จะโตไม่น้อยกว่าปีละ 10% ทุกปี เช่นกัน การที่เรามอง BV ของบริษัทประกันชีวิตเป็นการเลือกมองแค่ปัจจุบันและตัดมูลค่าของกรมธรรม์ที่ขายได้ไปแล้วออกหมด
EV นั้นคำนวณโดยหักหนี้สิน และค่าใช้จ่ายในอนาคตออกหมดแล้ว ดังนั้นเราไม่ต้องกังวลว่าในที่สุดบริษัทจะไม่มีอะไรเหลือ เพราะต้องนำไปจ่ายหนี้ จ่ายผลตอบแทนคืนผู้เอาประกันจนหมด
ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ EV ในปัจจุบันก็คือ BV ในอนาคตที่มีการคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันนั่นเอง โดยคลอบคลุมเฉพาะกรมธรรม์ที่ขายไปแล้วเท่านั้น หักค่าใช้จ่ายและหนี้สินต่างๆออกหมดแล้ว กลายเป็นมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ (ในทางทฤฎีนะครับ เพราะในความเป็นจริงตัวแปรหลายๆอย่างในการคำนวณอาจไม่ตรงกับที่ตั้งข้อสมมติฐานไว้ก็ได้) นั่นหมายความว่าในอนาคตข้างหน้าเมื่อ BLA เลิกขายกรมธรรม์และปิดกิจการ วันนั้น BV จะวิ่งเข้ามาเท่า EV ครับ มีเงินสดเหลือคืนให้ผู้ถือหุ้นมากพอแน่นอน
ปัจจุบัน BLA มีการเทรดที่ P/EV ประมาณ 2 เท่าซึ่งถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านก็อยู่ในเกณฑ์สูงอันดับต้นๆ ซึ่งคงเป็นเพราะความคาดหวังต่อการเติบโตที่สูงของ VNB นั่นเอง ส่วนบริษัทประกันชีวิตในต่างประเทศที่ P/EV ต่ำๆ ก็มักจะเป็นบริษัทที่มีการเติบโตของ VNB และ EV ต่ำนั่นเองครับ
ในประเทศไทยบริษัทประกันชีวิตที่มาจากต่างชาติเอาตัวแทบไม่รอดเยอะแยะไป ที่จะรอดและเติบโตได้ก็เฉพาะที่ขายผ่านธนาคารเท่านั้น และนี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ BLA และบริษัทประกันชีวิตอื่นๆในไทยที่ขายผ่านธนาคารเติบโตเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาค อย่างที่คุณ Tarzann บอกไว้ว่าการขายประกันชีวิตผ่านธนาคารก็เหมือน Modern trade ในโลกค้าปลีก
อีกเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจประกันชีวิตบ้านเราเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับต่างประเทศก็คือการส่งเสริมของรัฐบาล และการนำเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้ เพราะเราคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยครับว่าคนจำนวนมากทำประกันชีวิตส่วนหนึ่งเพื่อหวังลดหย่อนภาษี
การที่เรามอง BV ของบริษัทประกันชีวิตก็เหมือนกับการที่เราหามูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า โดยดูเฉพาะเงินในมือ ณ ปัจจุบันเท่านั้น และตีมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิการเช่าเป็น 0 ไป ถ้าเราคิดมูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์โดยไม่คิดสิทธิการเช่า แล้วเราจะพบว่ามูลค่ากองทุนจะเกือบเป็น 0 มีมูลค่าน้อยมากๆ แต่ที่คนยอมซื้อแพงกว่า NAV เพราะมองถึงอนาคต และรู้ว่าผลรวมของ NAV กับ ปันผล จะโตไม่น้อยกว่าปีละ 10% ทุกปี เช่นกัน การที่เรามอง BV ของบริษัทประกันชีวิตเป็นการเลือกมองแค่ปัจจุบันและตัดมูลค่าของกรมธรรม์ที่ขายได้ไปแล้วออกหมด
EV นั้นคำนวณโดยหักหนี้สิน และค่าใช้จ่ายในอนาคตออกหมดแล้ว ดังนั้นเราไม่ต้องกังวลว่าในที่สุดบริษัทจะไม่มีอะไรเหลือ เพราะต้องนำไปจ่ายหนี้ จ่ายผลตอบแทนคืนผู้เอาประกันจนหมด
ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ EV ในปัจจุบันก็คือ BV ในอนาคตที่มีการคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันนั่นเอง โดยคลอบคลุมเฉพาะกรมธรรม์ที่ขายไปแล้วเท่านั้น หักค่าใช้จ่ายและหนี้สินต่างๆออกหมดแล้ว กลายเป็นมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ (ในทางทฤฎีนะครับ เพราะในความเป็นจริงตัวแปรหลายๆอย่างในการคำนวณอาจไม่ตรงกับที่ตั้งข้อสมมติฐานไว้ก็ได้) นั่นหมายความว่าในอนาคตข้างหน้าเมื่อ BLA เลิกขายกรมธรรม์และปิดกิจการ วันนั้น BV จะวิ่งเข้ามาเท่า EV ครับ มีเงินสดเหลือคืนให้ผู้ถือหุ้นมากพอแน่นอน
ปัจจุบัน BLA มีการเทรดที่ P/EV ประมาณ 2 เท่าซึ่งถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านก็อยู่ในเกณฑ์สูงอันดับต้นๆ ซึ่งคงเป็นเพราะความคาดหวังต่อการเติบโตที่สูงของ VNB นั่นเอง ส่วนบริษัทประกันชีวิตในต่างประเทศที่ P/EV ต่ำๆ ก็มักจะเป็นบริษัทที่มีการเติบโตของ VNB และ EV ต่ำนั่นเองครับ
ในประเทศไทยบริษัทประกันชีวิตที่มาจากต่างชาติเอาตัวแทบไม่รอดเยอะแยะไป ที่จะรอดและเติบโตได้ก็เฉพาะที่ขายผ่านธนาคารเท่านั้น และนี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ BLA และบริษัทประกันชีวิตอื่นๆในไทยที่ขายผ่านธนาคารเติบโตเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาค อย่างที่คุณ Tarzann บอกไว้ว่าการขายประกันชีวิตผ่านธนาคารก็เหมือน Modern trade ในโลกค้าปลีก
อีกเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจประกันชีวิตบ้านเราเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับต่างประเทศก็คือการส่งเสริมของรัฐบาล และการนำเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้ เพราะเราคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยครับว่าคนจำนวนมากทำประกันชีวิตส่วนหนึ่งเพื่อหวังลดหย่อนภาษี
randomwalk wrote:
การเติบโตของสินทรัพย์การลงทุนจะมีอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับเบี้ยรับประกันในแต่ละปีใช่ไหมครับ
Skyforever wrote:
ใช่ครับ
randomwalk wrote:
และการเติบโตของกำไร และ ev จะมีอัตราเร่งมากกว่าการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุนและเบี้ยรับประกัน เนื่องจากการประฟยัดขนาดใช่ไหมครับ
Skyforever wrote:
ไม่จำเป็นครับ เพราะ EV นั้นคำนวณรายรับล่วงหน้าไปถึงอนาคตสำหรับกรมธรรม์ปัจจุบัน และรวมไปถึงผลตอบแทนจากเงินลงทุนในอนาคตแล้ว ดังนั้นการเติบโตของ EV จึงไม่จำเป็นต้องมากกว่าการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุน การเติบโตของ EV ขึ้นกับหลายอย่าง แต่หลักๆคือขึ้นกับปัจจัยดังนี้
1. ปกติ EV จะเติบโตปีละประมาณ 10% ตาม Discount rate บนสมมติฐานว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คำนวณ และไม่มีการจ่ายปันผลออกไป
2. EV จะเติบโตมากขึ้นได้ถ้ามีเบี้ยใหม่เข้ามา หรือพูดง่ายๆก็คือ EV จะโตมากกว่า 10% ได้เพราะ VNB ซึ่งหากกรมธรรม์ใหม่เข้ามาเยอะ เติบโตดี และมีกำไรดีก็จะทำให้ EV เติบโตสูงๆได้
3. ในกรณีที่แนวโน้มไม่เป็นไปตามที่คำนวณไว้ตอนแรก เช่นตอนแรกถ้าเราคำนวณที่ ROI 5% หากในความเป็นจริงเราทำได้น้อยกว่า หรือมากกว่า และมีแนวโน้ม ROI เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ก็จะทำให้มูลค่า EV ที่คำนวณใหม่อาจจะมากขึ้นหรือลดลงจากเดิมได้ ดังนั้นหาก ROI โตขึ้นจากที่คำนวณไว้ EV ก็จะโตเพิ่มขึ้นได้ (ซึ่งข้อนี้ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจจะลดลงได้ถ้าพันธบัตรให้ดอกเบี้ยลดลงต่อเนื่องยาวนาน)
1. ปกติ EV จะเติบโตปีละประมาณ 10% ตาม Discount rate บนสมมติฐานว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คำนวณ และไม่มีการจ่ายปันผลออกไป
2. EV จะเติบโตมากขึ้นได้ถ้ามีเบี้ยใหม่เข้ามา หรือพูดง่ายๆก็คือ EV จะโตมากกว่า 10% ได้เพราะ VNB ซึ่งหากกรมธรรม์ใหม่เข้ามาเยอะ เติบโตดี และมีกำไรดีก็จะทำให้ EV เติบโตสูงๆได้
3. ในกรณีที่แนวโน้มไม่เป็นไปตามที่คำนวณไว้ตอนแรก เช่นตอนแรกถ้าเราคำนวณที่ ROI 5% หากในความเป็นจริงเราทำได้น้อยกว่า หรือมากกว่า และมีแนวโน้ม ROI เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ก็จะทำให้มูลค่า EV ที่คำนวณใหม่อาจจะมากขึ้นหรือลดลงจากเดิมได้ ดังนั้นหาก ROI โตขึ้นจากที่คำนวณไว้ EV ก็จะโตเพิ่มขึ้นได้ (ซึ่งข้อนี้ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจจะลดลงได้ถ้าพันธบัตรให้ดอกเบี้ยลดลงต่อเนื่องยาวนาน)
วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554
เรียนรู้ จริตในการลงทุน จากการอัดดินน้ำมันในวัยเด็ก
บ่อยครั้งจะได้ยินพี่ๆหลายๆคนแนะนำว่าให้ลงทุนอย่างมีความสุข
ลงทุนให้ถูกกับจริตของตัวเอง แต่คำถามที่ตามมาคือ แล้วอะไรคือจริตของเรา
ลงทุนแบบไหนทำให้เรามีความสุข แค่ลงทุนให้กำไรก็มีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ
สมัย เด็กๆผมชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆแถวบ้าน และพี่น้องของผมมาก ตอนเด็กมีเกมให้ผมเล่นหลายอย่างเลย หนึ่งในเกมที่ผมจำได้ชัดเจนก็คือ การเล่นอัดดินน้ำมัน ตอนนั้นผมกับพี่น้องเล่นอัดดินน้ำมันกันทุกวันจนมือเป็นหนองเต็มไปหมด โดยในแต่ละวันเมื่อผมได้ค่าขนมมาวันละ 2 บาท ผมจะนำไปซื้อดินน้ำมัน ซึ่งตอนนั้นขายกันก้อนเล็กๆก้อนละ 1 บาท มีหลายสีให้เลือก หลังจากซื้อมาแล้วก็เอามาเล่นกัน โดยในการเล่นจะเริ่มต้นโดยการปั้นดินน้ำมันเป็นวงกลมแล้ววางลงที่พื้นแล้วผลัดกันเอาก้อนดินน้ำมันของตัวเองปาอัดลงไปใส่ดินน้ำมันของคนอื่น ซึ่งถ้าใครปาแม่นก็จะปาไปโดนของคนอื่น หลังจากนั้นเมื่อเรายกก้อนดินน้ำมันของเราขึ้นมาแล้วก้อนดินน้ำมันของคนอื่นติดขึ้นมาด้วย เราก็จะได้ดินน้ำมันของคนอื่นก้อนนั้นไปเลย แต่ถ้าเราปาพลาด ก็จะเป็นทีของคนอื่นปาบ้าง วนกันไปเรื่อยๆ
มีรู้สึกสนุกในการเล่น แข่งกัน รู้สึกเพลิดเพลินไปกับการอัดดินน้ำมัน บางวันผมก็แพ้ บางวันผมก็ชนะ และในบางครั้งผมก็ชนะติดต่อกันหลายวันทำให้ได้ดินน้ำมันสะสมมาเยอะมาก ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกของตัวเองเวลาที่ผมหมดตัว เงินค่าขนมถูกนำไปซื้อดินน้ำมันมาเล่นจนหมด ยิ่งถ้าแพ้เร็วก็ยิ่งเสียดายเงิน ความรู้สึกนั้นในเวลาที่เล่นแพ้ค่อนข้างเครียด
แต่แปลกมาก วันที่ผมเล่นชนะ หลังจากเล่นเสร็จแทนที่ผมจะดีใจมีความสุข แต่กลับไม่ใช่ ผมสังเกตความรู้สึกตัวเองเวลาที่เล่นชนะได้ดินน้ำมันของคนอื่นมาจนหมดแล้วพบ ว่า ผมมีความทุกข์เช่นกัน แต่เป็นความทุกข์คนละแบบกับตอนเล่นแพ้ ความทุกข์ที่ผมมีจะชัดเจนมากขึ้นถ้าคนที่ผมเล่นชนะเป็นพี่ชายหรือน้องชายของ ผมเอง เพราะผมจะรู้สึกสงสาร เป็นห่วง และเสียใจอยู่ลึกๆเวลาที่เห็นพี่ชายหรือน้องชายผมเศร้าๆไปเพราะหมดตัว หลายๆครั้งจึงจบด้วยการแบ่งคืนให้บางส่วนเพื่อให้มีความหวัง มีทุนไปเล่นใหม่ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เล่นอัดดินน้ำมันอย่างเดียว เวลาเล่นเขี่ยรูปลอก เล่นไพ่กินรูปลอกสะสม ก็เป็นเช่นกัน และความรู้สึกเหล่านี้นี่เองที่เป็นสิ่งกำหนดวิถีการลงทุนของผมในปัจจุบัน
ใน อดีตผมเคยมีประสบการณ์ในการซื้อหุ้นวัฏจักร หรือหุ้นที่ขึ้นลงเป็นรอบๆสั้นๆ รวมทั้งหุ้นปั่นทั้งหลายด้วย ตอนที่ซื้อผมมีความเชื่อและหวังว่าหุ้นเหล่านี้ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นในเวลาไม่นาน แล้วตั้งใจไปขายตอนจะหมดรอบที่ราคาแพงๆ ความรู้สึกตอนที่ขายนั้นผมเชื่อว่าหุ้นใกล้จุดสูงสุด และอีกไม่นานหุ้นก็จะลง แต่เมื่อผมขายหุ้นแล้วหุ้นลงไปจริงๆ ความรู้สึกในวัยเด็กก็กลับมาอีกครั้ง ผมกลับรู้สึกสงสารคนที่มาซื้อหุ้นที่ราคาสูงๆต่อจากผม และไม่ได้มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น
หลังจากที่ผมอยู่ในตลาดหุ้นมา หลายปี ผมก็พบว่ามีหุ้นอยู่เพียงประเภทเดียวที่ผมลงทุนแล้วมีความสุข เป็นหุ้นที่ถูกจริตกับผม และกลายเป็นวิถีการลงทุนของผมมาจนทุกวันนี้ หุ้นประเภทนี้สามารถสร้างความพึงพอใจให้ได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย หุ้นที่ว่านี้ก็คือหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตขึ้นทุกปีๆ เพราะเมื่อผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลาหลายปี ราคาก็จะสะท้อนออกมาและทำให้ราคาหุ้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือไม่ว่าใครที่ซื้อหุ้นนี้ไปและถือนานพอ เวลาที่ขายก็จะได้กำไรเสมอ และคนที่มาซื้อต่อในภายหลังก็เช่นกัน เมื่อถือนานพอจนราคาปรับเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ เขาก็จะมีกำไร
ข้อ ดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นประเภทที่ผลประกอบการเติบโตทุกๆปีก็คือ หากเราประเมินมูลค่าหุ้นผิด และซื้อไปในราคาที่แพงในปีนี้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผลประกอบการก็จะเพิ่มขึ้นมา และในที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับเพิ่มสูงขึ้นทันราคาที่เราซื้อเอาไว้ก่อนหน้า นี้ ผิดกับหุ้นประเภทอื่นที่เมื่อเราซื้อผิดจังหวะ หรือผิดราคา เราก็อาจจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีกเลย หรือถ้ามีก็ต้องใช้เวลานานหลายปีเลยทีเดียว
แล้วคุณล่ะค้นพบแล้วยัง ว่าหุ้นประเภทไหนที่คุณลงทุนแล้วมีความสุข?
สมัย เด็กๆผมชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆแถวบ้าน และพี่น้องของผมมาก ตอนเด็กมีเกมให้ผมเล่นหลายอย่างเลย หนึ่งในเกมที่ผมจำได้ชัดเจนก็คือ การเล่นอัดดินน้ำมัน ตอนนั้นผมกับพี่น้องเล่นอัดดินน้ำมันกันทุกวันจนมือเป็นหนองเต็มไปหมด โดยในแต่ละวันเมื่อผมได้ค่าขนมมาวันละ 2 บาท ผมจะนำไปซื้อดินน้ำมัน ซึ่งตอนนั้นขายกันก้อนเล็กๆก้อนละ 1 บาท มีหลายสีให้เลือก หลังจากซื้อมาแล้วก็เอามาเล่นกัน โดยในการเล่นจะเริ่มต้นโดยการปั้นดินน้ำมันเป็นวงกลมแล้ววางลงที่พื้นแล้วผลัดกันเอาก้อนดินน้ำมันของตัวเองปาอัดลงไปใส่ดินน้ำมันของคนอื่น ซึ่งถ้าใครปาแม่นก็จะปาไปโดนของคนอื่น หลังจากนั้นเมื่อเรายกก้อนดินน้ำมันของเราขึ้นมาแล้วก้อนดินน้ำมันของคนอื่นติดขึ้นมาด้วย เราก็จะได้ดินน้ำมันของคนอื่นก้อนนั้นไปเลย แต่ถ้าเราปาพลาด ก็จะเป็นทีของคนอื่นปาบ้าง วนกันไปเรื่อยๆ
มีรู้สึกสนุกในการเล่น แข่งกัน รู้สึกเพลิดเพลินไปกับการอัดดินน้ำมัน บางวันผมก็แพ้ บางวันผมก็ชนะ และในบางครั้งผมก็ชนะติดต่อกันหลายวันทำให้ได้ดินน้ำมันสะสมมาเยอะมาก ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกของตัวเองเวลาที่ผมหมดตัว เงินค่าขนมถูกนำไปซื้อดินน้ำมันมาเล่นจนหมด ยิ่งถ้าแพ้เร็วก็ยิ่งเสียดายเงิน ความรู้สึกนั้นในเวลาที่เล่นแพ้ค่อนข้างเครียด
แต่แปลกมาก วันที่ผมเล่นชนะ หลังจากเล่นเสร็จแทนที่ผมจะดีใจมีความสุข แต่กลับไม่ใช่ ผมสังเกตความรู้สึกตัวเองเวลาที่เล่นชนะได้ดินน้ำมันของคนอื่นมาจนหมดแล้วพบ ว่า ผมมีความทุกข์เช่นกัน แต่เป็นความทุกข์คนละแบบกับตอนเล่นแพ้ ความทุกข์ที่ผมมีจะชัดเจนมากขึ้นถ้าคนที่ผมเล่นชนะเป็นพี่ชายหรือน้องชายของ ผมเอง เพราะผมจะรู้สึกสงสาร เป็นห่วง และเสียใจอยู่ลึกๆเวลาที่เห็นพี่ชายหรือน้องชายผมเศร้าๆไปเพราะหมดตัว หลายๆครั้งจึงจบด้วยการแบ่งคืนให้บางส่วนเพื่อให้มีความหวัง มีทุนไปเล่นใหม่ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เล่นอัดดินน้ำมันอย่างเดียว เวลาเล่นเขี่ยรูปลอก เล่นไพ่กินรูปลอกสะสม ก็เป็นเช่นกัน และความรู้สึกเหล่านี้นี่เองที่เป็นสิ่งกำหนดวิถีการลงทุนของผมในปัจจุบัน
ใน อดีตผมเคยมีประสบการณ์ในการซื้อหุ้นวัฏจักร หรือหุ้นที่ขึ้นลงเป็นรอบๆสั้นๆ รวมทั้งหุ้นปั่นทั้งหลายด้วย ตอนที่ซื้อผมมีความเชื่อและหวังว่าหุ้นเหล่านี้ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นในเวลาไม่นาน แล้วตั้งใจไปขายตอนจะหมดรอบที่ราคาแพงๆ ความรู้สึกตอนที่ขายนั้นผมเชื่อว่าหุ้นใกล้จุดสูงสุด และอีกไม่นานหุ้นก็จะลง แต่เมื่อผมขายหุ้นแล้วหุ้นลงไปจริงๆ ความรู้สึกในวัยเด็กก็กลับมาอีกครั้ง ผมกลับรู้สึกสงสารคนที่มาซื้อหุ้นที่ราคาสูงๆต่อจากผม และไม่ได้มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น
หลังจากที่ผมอยู่ในตลาดหุ้นมา หลายปี ผมก็พบว่ามีหุ้นอยู่เพียงประเภทเดียวที่ผมลงทุนแล้วมีความสุข เป็นหุ้นที่ถูกจริตกับผม และกลายเป็นวิถีการลงทุนของผมมาจนทุกวันนี้ หุ้นประเภทนี้สามารถสร้างความพึงพอใจให้ได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย หุ้นที่ว่านี้ก็คือหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตขึ้นทุกปีๆ เพราะเมื่อผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลาหลายปี ราคาก็จะสะท้อนออกมาและทำให้ราคาหุ้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือไม่ว่าใครที่ซื้อหุ้นนี้ไปและถือนานพอ เวลาที่ขายก็จะได้กำไรเสมอ และคนที่มาซื้อต่อในภายหลังก็เช่นกัน เมื่อถือนานพอจนราคาปรับเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ เขาก็จะมีกำไร
ข้อ ดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นประเภทที่ผลประกอบการเติบโตทุกๆปีก็คือ หากเราประเมินมูลค่าหุ้นผิด และซื้อไปในราคาที่แพงในปีนี้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผลประกอบการก็จะเพิ่มขึ้นมา และในที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับเพิ่มสูงขึ้นทันราคาที่เราซื้อเอาไว้ก่อนหน้า นี้ ผิดกับหุ้นประเภทอื่นที่เมื่อเราซื้อผิดจังหวะ หรือผิดราคา เราก็อาจจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีกเลย หรือถ้ามีก็ต้องใช้เวลานานหลายปีเลยทีเดียว
แล้วคุณล่ะค้นพบแล้วยัง ว่าหุ้นประเภทไหนที่คุณลงทุนแล้วมีความสุข?
วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554
แผนการชีวิตของผม
คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องเริ่มที่การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ ไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จคนใดที่ไม่มีเป้าหมายชีวิต
ถ้า คุณมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน คุณก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จและก็มีโอกาสจะล้มเหลว แต่ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายในชีวิตแล้ว คุณจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้เลย
เป้าหมายที่ผมพูดถึง ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง แต่เป้าหมายในชีวิตควรจะเป็นสิ่งที่เราจะมีความสุข การตั้งเป้าหมายในชีวิตนั้นอาจจะเป็นการทำประโยชน์ให้สังคม การได้ทำสิ่งที่รัก การได้ท่องเที่ยวทั่วโลก หรืออื่นๆ สำหรับผมแล้ว เป้าหมายในชีวิตคือการได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุข การได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมสูงสุด และการได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมให้ได้มากที่สุด นี่ล่ะเป้าหมายของผม
ผม มีความใฝ่ฝันหนึ่งที่อยากจะทำมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย จนถึงตอนนี้ก็ยังมีความฝันเช่นนี้อยู่ ความใฝ่ฝันที่ว่าก็คือ การได้ตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม อาจจะเป็นเด็ก คนชรา ผู้พิการ หรือคนยากจน ทุกๆครั้งที่ผมเห็นเด็กด้อยโอกาส เห็นภาพข่าวคนยากจนค้นแค้น คนที่ลำบากในสังคม ทำให้ผมนึกถึงย้อนไปถึงตัวเองตอนเด็กๆ ชีวิตวัยเด็กผมนั้นยากจน อยู่อย่างลำบาก ใส่เสื้อผ้าแบบเก่าๆขาดๆ รองเท้าไม่ใส่ มอมแมม ไม่มีเงินซื้อขนมกิน
ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้ ผมมีชีวิตที่ดีขึ้น และผมก็เชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่าพระองค์จะนำผมไปสู่เป้าหมายในชีวิตของผมได้
แน่ นอนเงินไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตผม แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความฝันและเป้าหมายของผมเป็นจริง เงินเป็นทางผ่านไปสู่เป้าหมาย เงินนั้นจำเป็น หากผมตั้งมูลนิธิแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาช่วยเหลือคนอื่นจำนวนมากๆ การลงแรงลงมือช่วยเหลือด้วยตัวเราเองก็ช่วยทำให้สังคมดีได้ แต่คงจะไม่มากพอ ผมบอกกับตัวเองว่าถ้ามีองค์กร มีมูลนิธิก็คงจะดี และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมต้องมาวางแผนชีวิต และกำหนดหลักไมล์ชีวิตเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย
ผมมาลองคิดดูว่าจะตั้ง มูลนิธิควรจะมีเงินอย่างน้อยสักเท่าไหร่ดี ผมกะตัวเลขอย่างคนไม่มีประสบการณ์ว่าคงจะต้องมีอย่างน้อยสัก 100 ล้านบาท หลักไมล์ย่อยๆของผมจึงถูกกำหนดด้วยปริมาณเงินที่ผมจะต้องมีให้ได้ในแต่ละปีๆ ในต้นปี 2552 ผมเริ่มต้นสร้างตารางวางแผนเป้าหมายเงินที่จะมีในแต่ละปีตามตารางข้างล่าง โดยตอนนั้นผมมีเงินไม่ถึงแสนบาท หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือ ศึกษาหาความรู้มาอย่างหนัก ทำให้ผมเข้าใจถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ผมคิดว่าถ้าผมนำเงินมาลงทุนในหุ้นอย่างมีความรู้ และไม่ใช้อารมณ์ ผมน่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 15% ต่อปี แต่ผมก็อยากพยายามให้ได้มากกว่านั้น ผมจึงตั้งเป้าหมายเงินในแต่ละปีด้วยผลตอบแทนที่ 18% ต่อปี และเมื่อรวมกับเงินเดือน เงินโบนัสที่จะมาเติมในแต่ละปีแล้ว ผมก็สามารถมาคำนวณวางแผนว่าผมจะมีเงินเท่าไรในแต่ละปี
ผมจำได้ดีใน วันที่ผมมีเงิน 1 ล้านบาทแรกในชีวิต วันนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าผมก้าวมาได้อีกขึ้นหนึ่งแล้วที่จะทำให้ผมไปสู่เป้า หมายในชีวิตของผม ผมเชื่อว่าเงิน 1 ล้านบาทแรกนั้นเป็นเงินก้อนที่หามาได้ยากที่สุด เมื่อเรารู้วิธีหาเงินมาได้ 1 ล้านแรก เงินล้านต่อๆมาก็จะตามมา ซึ่งผมก็เคยโพสต์เล่าประสบการณ์ 1 ล้านบาทแรกของผมมาแล้วเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2010 ที่ผ่านมาตามลิงค์ viewtopic.php?t=42375
จน ถึงวันนี้ เดือนกันยายน2554 ผมมีเงินเลยเป้าหมายในปีนี้ไปมากแล้ว มากจนเลยไปถึงเป้าหมายในปี 2557 แต่นี่ก็ยังคงเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวไกลของผมเท่านั้น ในอนาคตเป็นไปได้ว่าบางปีอาจจะมีผลตอบแทนติดลบก็ได้ ดังนั้นผมจึงยังคงยึดแผนการชีวิตนี้ต่อไป ด้วยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 18% ต่อปี ซึ่งจากแผนผมน่าจะออกจากงานประจำไปทำงานที่ไม่หวังรายได้ ได้ในปี 2568 เมื่อผมอายุ 46 ปี และจากการคำนวณผมน่าจะมีเงินถึง 100 ล้านบาทและตั้งมูลนิธิได้ภายในปี 2578 เมื่อผมมีอายุประมาณ 56 ปี
สิ่ง สำคัญนอกเหนือไปจากการไปสู่เป้าหมายแล้ว การใช้ชีวิตระหว่างการเดินทางก็ต้องมีความสุข คนที่จะประสบความสำเร็จได้เพราะถึงแม้เขาจะมองไปที่เป้าหมาย แต่เขาเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีความสุขมากกว่า เป็นที่น่าแปลกมากที่ผมได้ยินเรื่องราวการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มา ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางขึ้นไป ในคนกลุ่มนี้มีอดีตทหารที่แข็งแรงคนหนึ่ง เขาเดินทางไปพร้อมๆกับนักบวชแก่ๆอีกหลายคน อดีตทหารคนนี้มีความมุ่งมั่นที่จะพิชิตยอดเขามาก และพยายามปีนเขา เดินทางไปให้ถึงยอด แต่เมื่อเดินทางไปได้เพียงครึ่งทางปรากฏว่าอดีตทหารคนนี้กลับไปต่อไม่ไหว และยอมแพ้ในที่สุด
แต่นักบวชแก่ๆเหล่านั้นกลับสามารถขึ้นไปสู่ยอดเขาได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะนักบวชเหล่านี้มีความสุขในทุกๆย่างก้าวของการเดินทาง เขาชื่นชมธรรมชาติ เขาไม่รีบร้อนปีนเขา เพลิดเพลินกับสิ่งต่างๆรอบตัว และนั่นทำให้เขาไปถึงจุดหมายปลายทางได้
แต่ความสุขของแต่ละคนก็แตก ต่างกันไป ซึ่งความสุขของผมไม่ได้อยู่ที่การกินของแพงๆ ไม่ได้อยู่ที่การใช้ของแพงๆ ผมไม่มีรถยนต์ ใช้มือถือราคาไม่ถึงพันบาท แต่ผมก็มีความสุข เพราะความสุขของผมคือการใช้เงินอย่างรู้คุณค่า ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายธรรมดาๆ และทำให้คนรอบข้างมีความสุข
ถ้า คุณมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน คุณก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จและก็มีโอกาสจะล้มเหลว แต่ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายในชีวิตแล้ว คุณจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้เลย
เป้าหมายที่ผมพูดถึง ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง แต่เป้าหมายในชีวิตควรจะเป็นสิ่งที่เราจะมีความสุข การตั้งเป้าหมายในชีวิตนั้นอาจจะเป็นการทำประโยชน์ให้สังคม การได้ทำสิ่งที่รัก การได้ท่องเที่ยวทั่วโลก หรืออื่นๆ สำหรับผมแล้ว เป้าหมายในชีวิตคือการได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุข การได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมสูงสุด และการได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมให้ได้มากที่สุด นี่ล่ะเป้าหมายของผม
ผม มีความใฝ่ฝันหนึ่งที่อยากจะทำมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย จนถึงตอนนี้ก็ยังมีความฝันเช่นนี้อยู่ ความใฝ่ฝันที่ว่าก็คือ การได้ตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม อาจจะเป็นเด็ก คนชรา ผู้พิการ หรือคนยากจน ทุกๆครั้งที่ผมเห็นเด็กด้อยโอกาส เห็นภาพข่าวคนยากจนค้นแค้น คนที่ลำบากในสังคม ทำให้ผมนึกถึงย้อนไปถึงตัวเองตอนเด็กๆ ชีวิตวัยเด็กผมนั้นยากจน อยู่อย่างลำบาก ใส่เสื้อผ้าแบบเก่าๆขาดๆ รองเท้าไม่ใส่ มอมแมม ไม่มีเงินซื้อขนมกิน
ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้ ผมมีชีวิตที่ดีขึ้น และผมก็เชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่าพระองค์จะนำผมไปสู่เป้าหมายในชีวิตของผมได้
แน่ นอนเงินไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตผม แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความฝันและเป้าหมายของผมเป็นจริง เงินเป็นทางผ่านไปสู่เป้าหมาย เงินนั้นจำเป็น หากผมตั้งมูลนิธิแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาช่วยเหลือคนอื่นจำนวนมากๆ การลงแรงลงมือช่วยเหลือด้วยตัวเราเองก็ช่วยทำให้สังคมดีได้ แต่คงจะไม่มากพอ ผมบอกกับตัวเองว่าถ้ามีองค์กร มีมูลนิธิก็คงจะดี และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมต้องมาวางแผนชีวิต และกำหนดหลักไมล์ชีวิตเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย
ผมมาลองคิดดูว่าจะตั้ง มูลนิธิควรจะมีเงินอย่างน้อยสักเท่าไหร่ดี ผมกะตัวเลขอย่างคนไม่มีประสบการณ์ว่าคงจะต้องมีอย่างน้อยสัก 100 ล้านบาท หลักไมล์ย่อยๆของผมจึงถูกกำหนดด้วยปริมาณเงินที่ผมจะต้องมีให้ได้ในแต่ละปีๆ ในต้นปี 2552 ผมเริ่มต้นสร้างตารางวางแผนเป้าหมายเงินที่จะมีในแต่ละปีตามตารางข้างล่าง โดยตอนนั้นผมมีเงินไม่ถึงแสนบาท หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือ ศึกษาหาความรู้มาอย่างหนัก ทำให้ผมเข้าใจถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ผมคิดว่าถ้าผมนำเงินมาลงทุนในหุ้นอย่างมีความรู้ และไม่ใช้อารมณ์ ผมน่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 15% ต่อปี แต่ผมก็อยากพยายามให้ได้มากกว่านั้น ผมจึงตั้งเป้าหมายเงินในแต่ละปีด้วยผลตอบแทนที่ 18% ต่อปี และเมื่อรวมกับเงินเดือน เงินโบนัสที่จะมาเติมในแต่ละปีแล้ว ผมก็สามารถมาคำนวณวางแผนว่าผมจะมีเงินเท่าไรในแต่ละปี
ผมจำได้ดีใน วันที่ผมมีเงิน 1 ล้านบาทแรกในชีวิต วันนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าผมก้าวมาได้อีกขึ้นหนึ่งแล้วที่จะทำให้ผมไปสู่เป้า หมายในชีวิตของผม ผมเชื่อว่าเงิน 1 ล้านบาทแรกนั้นเป็นเงินก้อนที่หามาได้ยากที่สุด เมื่อเรารู้วิธีหาเงินมาได้ 1 ล้านแรก เงินล้านต่อๆมาก็จะตามมา ซึ่งผมก็เคยโพสต์เล่าประสบการณ์ 1 ล้านบาทแรกของผมมาแล้วเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2010 ที่ผ่านมาตามลิงค์ viewtopic.php?t=42375
จน ถึงวันนี้ เดือนกันยายน2554 ผมมีเงินเลยเป้าหมายในปีนี้ไปมากแล้ว มากจนเลยไปถึงเป้าหมายในปี 2557 แต่นี่ก็ยังคงเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวไกลของผมเท่านั้น ในอนาคตเป็นไปได้ว่าบางปีอาจจะมีผลตอบแทนติดลบก็ได้ ดังนั้นผมจึงยังคงยึดแผนการชีวิตนี้ต่อไป ด้วยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 18% ต่อปี ซึ่งจากแผนผมน่าจะออกจากงานประจำไปทำงานที่ไม่หวังรายได้ ได้ในปี 2568 เมื่อผมอายุ 46 ปี และจากการคำนวณผมน่าจะมีเงินถึง 100 ล้านบาทและตั้งมูลนิธิได้ภายในปี 2578 เมื่อผมมีอายุประมาณ 56 ปี
สิ่ง สำคัญนอกเหนือไปจากการไปสู่เป้าหมายแล้ว การใช้ชีวิตระหว่างการเดินทางก็ต้องมีความสุข คนที่จะประสบความสำเร็จได้เพราะถึงแม้เขาจะมองไปที่เป้าหมาย แต่เขาเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีความสุขมากกว่า เป็นที่น่าแปลกมากที่ผมได้ยินเรื่องราวการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มา ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางขึ้นไป ในคนกลุ่มนี้มีอดีตทหารที่แข็งแรงคนหนึ่ง เขาเดินทางไปพร้อมๆกับนักบวชแก่ๆอีกหลายคน อดีตทหารคนนี้มีความมุ่งมั่นที่จะพิชิตยอดเขามาก และพยายามปีนเขา เดินทางไปให้ถึงยอด แต่เมื่อเดินทางไปได้เพียงครึ่งทางปรากฏว่าอดีตทหารคนนี้กลับไปต่อไม่ไหว และยอมแพ้ในที่สุด
แต่นักบวชแก่ๆเหล่านั้นกลับสามารถขึ้นไปสู่ยอดเขาได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะนักบวชเหล่านี้มีความสุขในทุกๆย่างก้าวของการเดินทาง เขาชื่นชมธรรมชาติ เขาไม่รีบร้อนปีนเขา เพลิดเพลินกับสิ่งต่างๆรอบตัว และนั่นทำให้เขาไปถึงจุดหมายปลายทางได้
แต่ความสุขของแต่ละคนก็แตก ต่างกันไป ซึ่งความสุขของผมไม่ได้อยู่ที่การกินของแพงๆ ไม่ได้อยู่ที่การใช้ของแพงๆ ผมไม่มีรถยนต์ ใช้มือถือราคาไม่ถึงพันบาท แต่ผมก็มีความสุข เพราะความสุขของผมคือการใช้เงินอย่างรู้คุณค่า ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายธรรมดาๆ และทำให้คนรอบข้างมีความสุข
วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554
การลงทุนแบบเสี่ยงๆ
มีเกมการลงทุนอยู่เกมหนึ่ง เกมนี้ประกอบไปด้วยกล่องอยู่ 2 ใบ ในกล่องแต่ละใบนี้จะมีไข่พลาสติกวางไว้ในกล่อง กล่องละ 4 ฟอง ซึ่งเรารู้สิ่งที่อยู่ภายในกล่องว่า
กล่องใบแรกนั้น มีเงินอยู่ในไข่ฟองละ 120 บาทเท่ากันหมดทุกฟอง (รวมมีเงินอยู่ในกล่อง 480 บาท)
ส่วนกล่องใบที่สองนั้นมีเงินฟองละ 200 บาทอยู่ในไข่ 3 ฟอง ส่วนฟองที่สี่นั้นว่างเปล่า (รวมมีเงินในกล่อง 600 บาท)
เงื่อนไขของเกมนี้คือ
1. ก่อนการเล่นแต่ละครั้งกล่องแต่ละใบจะมีไข่ครบ 4 ฟองเสมอ ถ้ามีการจับออกไปก็จะเอาไข่มาเติมใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิม 2. คนที่เล่นเกมจะมีเงินเริ่มต้น 400 บาทเท่ากันหมด ถ้าเงินหมดแล้วจะหมดสิทธิ์เล่นเกมตลอดชีวิต
3. การเข้ามาเล่นเกมแต่ละครั้งจะต้องจ่ายเงิน 100 บาทต่อการจับไข่ขึ้นมา 1 ครั้ง
4. สามารถเล่นเกมได้ปีละครั้งเท่านั้น โดยสามารถเล่นได้ทุกปีตลอดชีวิตตราบที่ยังมีเงินจ่ายไม่น้อยกว่า 100 บาท
5. เราสามารถเพิ่มเดิมพันเกมโดยจ่ายมากกว่า 100 บาทได้ โดยเงินในไข่ก็จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่นถ้าเราจ่าย 200 บาทต่อการจับไข่ 1 ครั้ง เงินในไข่ของกล่องแรกจะเป็นฟองละ 240 บาท และกล่องที่สองจะเป็นฟองละ 400 บาท
ถ้าเราพูดถึงตามความน่าจะเป็นแล้วเราจะพบว่าถ้าเราจับไข่ 4 ครั้งโดยจ่ายเงินครั้งละ 100 บาททุกครั้ง ในกล่องแรกเราก็น่าจะได้เงินกลับมา 480 บาท (ผลตอบแทนรวม 20%) แต่ถ้าเราเลือกจับไข่ในกล่องใบที่สองแล้ว เราก็น่าจะได้เงินมารวม 600 บาท (ผลตอบแทนรวม 50%) ซึ่งดูยังไงกล่องใบที่สองก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
แต่ถ้ามองในแง่ความเสี่ยงแล้วเราจะพบกว่ากล่องใบแรกถึงแม้ผลตอบแทนจะต่ำกว่าแต่ไม่มีทางขาดทุนเลย แต่กล่องใบที่สองเรารู้อยู่ว่ามีความเสี่ยง ถึงแม้จะเสี่ยงน้อยก็ตามแต่ถ้าพลาดไปก็เท่ากับเงินหายไปเลย
จากประสบการณ์ในตลาดหุ้นมาประมาณ 10 ปี เท่าที่สังเกตุผู้คนรอบข้างที่เล่นหุ้น ตั้งแต่เพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และลูกค้าในห้องค้าสมัยที่ผมยังทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้ง จนถึงวันนี้ ผมพบว่าคนส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบซื้อหุ้นที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงๆในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งๆที่รู้ว่าหุ้นเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วมีความเสี่ยงบางอย่างที่ซ่อนไว้อยู่ แต่ด้วยคิดว่าโอกาสพลาดนั้นมีน้อย หลายๆคนจึงชะล่าใจเลือกที่จะยอมปิดตาข้างนึงเสี่ยงลงทุน
ความเสี่ยงที่ผมพูดถึงนั้นเป็นความเสี่ยงอย่างรุนแรงในทางธุรกิจที่บริษัทหลายๆบริษัทมีอยู่ แต่บางคนก็ยังพยายามหลอกตัวเองว่าไม่เสี่ยงเพราะโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก หรือคิดว่าถ้าจะเกิดขึ้นจริงคงจะไหวตัวทันขายออกมาได้ก่อน ทั้งๆที่ในหลายๆครั้งเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และความเสี่ยงเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นจริงๆแล้วอาจจะส่งผลต่อพอร์ตลงทุนของเราอย่างมาก เช่นความเสี่ยงว่าจะมีสงครามราคาเกิดขึ้น ความเสี่ยงว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ดีกว่ามาทดแทน ความเสี่ยงว่าราคาวัตถุดิบจะแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงอื่นๆอีกมากมาย
คนจำนวนมากเลือกที่จะลองเสี่ยงดู คงจะคล้ายๆกับการซื้อล็อตตารี่ หรือหวย หรือเล่นการพนันอื่นๆที่โอกาสชนะนั้นมีน้อย และทั้งๆที่รู้ว่ามีน้อย คนจำนวนมากก็ยังเต็มใจที่จะเสี่ยงอยู่ดี และผลสรุปก็คือ คนส่วนใหญ่จะขาดทุน คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะกำไร ซึ่งคนที่กำไรนั้นผมสังเกตพบว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะเน้นการลงทุนอย่างปลอดภัย คือจะไม่เข้าไปยุ่งกับหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงมากแต่มีความไม่แน่นอนทางธุรกิจบางอย่างอยู่ที่จะทำให้สิ่งที่เราหวังนั้นไม่เป็นจริง
กลับมาที่เรื่องการจับไข่ คนจำนวนมากซึ่งชอบเสี่ยงดวง หรือชอบการเก็งกำไรคงจะเลือกจับไข่จากกล่องที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณความน่าจะเป็นแล้วกล่องที่สองให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากเขาโชคดีใน 3 ครั้งแรกเขาจับได้เงินตลอด คือปีแรกเขาเสี่ยงทุ่มหมดตัวเลยคือจ่าย 400 บาท และจับได้ไข่มาเป็นเงิน 800 บาท ในปีที่สองเขาก็จับไข่ถูกอีก และยังทุ่มสุดตัวเหมือนเดิม คือจ่าย 800 บาท แล้วได้เงินในไข่มา 1600 บาท เมื่อถึงปีที่ 3 เขาก็ยังคงโชคดีอยู่และทำให้เงินเพิ่มขึ้มาเป็น 3200 บาท แต่พอมาถึงปีที่ 4 เขาทุ่มจ่าย 3200 บาทไป และต้องพบกับความผิดหวังคือหมดตัว และไม่มีโอกาสได้แก้ตัวไปตลอดชีวิต ซึ่งเราจะพบว่าในชีวิตจริงมีคนที่เข้าข่ายนี้จำนวนมาก คือทุ่มไปกับหุ้นที่เขาไม่รู้จริง หรือบางคนรู้จริงว่ามีความเสี่ยงแต่ก็ยังเสี่ยงทุ่มหมดตัว เมื่อเขาใช้วิธีนี้ไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกอาจจะรวยเร็ว แต่ในที่สุดก็จะสูญเสียไปเร็วเช่นกัน
แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงมากขึ้นหน่อยแต่ก็ยังยึดติดกับตัวเลขที่ว่ากล่องใบที่สองมีโอกาสให้ผลตอบแทนงามกว่า ดังนั้นเขายังคงลงทุนในกล่องใบที่ 2 อยู่ แต่ลงทุนด้วยความระมัดระวังขึ้นคือด้วยเงินที่มีอยู่เขาจะไม่ลงไปทีเดียวทั้งหมด 400 บาท แต่เขาลงทุนไปเพียงครั้งละ 100 บาทเท่านั้น ดังนั้นเมื่อลงทุนครบ 4 ปีเขาจะได้ผลตอบแทนตามความน่าจะเป็นแล้วคือ 600 บาท (หยิบได้ไข่ที่มีเงิน 3 ฟอง และได้ไข่ว่างเปล่า 1 ฟอง) การลงทุนลักษณะนี้ก็ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร
แต่กลุ่มสุดท้ายเขาไม่สนใจผลตอบแทนที่สูงของกล่องใบที่สอง แต่เขาเลือกจะลงทุนในกล่องในแรกที่เขามั่นใจ 100% ว่าในแต่ละครั้งจะไม่มีทางขาดทุนแต่จะได้ผลตอบแทน 20% ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะกล้าทุ่มหมดตัวคือ ในปีแรกยอมจ่าย 400 บาท และได้ผลตอบแทนมาเป็น 480 บาท พอปีที่สองเขาก็จะทุ่มหมดตัวเช่นกันคือยอมจ่าย 480 บาท และได้เงินกลับมาเป็น 576 บาท พอถึงปีที่สาม เขาก็จ่ายหมดเลยคือ 576 บาท และได้เงินกลับมาจำนวน 691.2 บาท และพอถึงปีที่สี่ เขาก็จะมีเงิน 829.44 บาท และนั่นทำให้คนกลุ่มนี้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อผ่านไป 4 ปี
การเล่นเกมนี้ก็เหมือนกับการลงทุนในชีวิตจริง ในแต่ละปีเราจะได้ยินว่าคนนั้นได้กำไร 2 เด้งบ้าง 5 เด้งบ้าง 10 เด้งบ้าง แต่ในระยะยาวแล้วคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นมักจะเป็นคนที่กำไรในแต่ละปีไม่ได้เยอะเลย วอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็ไม่เคยกำไรเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อปี เพราะนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่เลือกที่จะทุ่มหมดหน้าตักกับหุ้นที่เขามั่นใจว่าไว้ใจได้ ค่อยๆเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าที่จะไปเสี่ยงลงทุนกับหุ้นที่อาจจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ไม่สามารถมั่นใจได้เต็มร้อย และเป็นเหตุผลว่าทำไมเต่าจึงชนะกระต่าย
กล่องใบแรกนั้น มีเงินอยู่ในไข่ฟองละ 120 บาทเท่ากันหมดทุกฟอง (รวมมีเงินอยู่ในกล่อง 480 บาท)
ส่วนกล่องใบที่สองนั้นมีเงินฟองละ 200 บาทอยู่ในไข่ 3 ฟอง ส่วนฟองที่สี่นั้นว่างเปล่า (รวมมีเงินในกล่อง 600 บาท)
เงื่อนไขของเกมนี้คือ
1. ก่อนการเล่นแต่ละครั้งกล่องแต่ละใบจะมีไข่ครบ 4 ฟองเสมอ ถ้ามีการจับออกไปก็จะเอาไข่มาเติมใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิม 2. คนที่เล่นเกมจะมีเงินเริ่มต้น 400 บาทเท่ากันหมด ถ้าเงินหมดแล้วจะหมดสิทธิ์เล่นเกมตลอดชีวิต
3. การเข้ามาเล่นเกมแต่ละครั้งจะต้องจ่ายเงิน 100 บาทต่อการจับไข่ขึ้นมา 1 ครั้ง
4. สามารถเล่นเกมได้ปีละครั้งเท่านั้น โดยสามารถเล่นได้ทุกปีตลอดชีวิตตราบที่ยังมีเงินจ่ายไม่น้อยกว่า 100 บาท
5. เราสามารถเพิ่มเดิมพันเกมโดยจ่ายมากกว่า 100 บาทได้ โดยเงินในไข่ก็จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่นถ้าเราจ่าย 200 บาทต่อการจับไข่ 1 ครั้ง เงินในไข่ของกล่องแรกจะเป็นฟองละ 240 บาท และกล่องที่สองจะเป็นฟองละ 400 บาท
ถ้าเราพูดถึงตามความน่าจะเป็นแล้วเราจะพบว่าถ้าเราจับไข่ 4 ครั้งโดยจ่ายเงินครั้งละ 100 บาททุกครั้ง ในกล่องแรกเราก็น่าจะได้เงินกลับมา 480 บาท (ผลตอบแทนรวม 20%) แต่ถ้าเราเลือกจับไข่ในกล่องใบที่สองแล้ว เราก็น่าจะได้เงินมารวม 600 บาท (ผลตอบแทนรวม 50%) ซึ่งดูยังไงกล่องใบที่สองก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
แต่ถ้ามองในแง่ความเสี่ยงแล้วเราจะพบกว่ากล่องใบแรกถึงแม้ผลตอบแทนจะต่ำกว่าแต่ไม่มีทางขาดทุนเลย แต่กล่องใบที่สองเรารู้อยู่ว่ามีความเสี่ยง ถึงแม้จะเสี่ยงน้อยก็ตามแต่ถ้าพลาดไปก็เท่ากับเงินหายไปเลย
จากประสบการณ์ในตลาดหุ้นมาประมาณ 10 ปี เท่าที่สังเกตุผู้คนรอบข้างที่เล่นหุ้น ตั้งแต่เพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และลูกค้าในห้องค้าสมัยที่ผมยังทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้ง จนถึงวันนี้ ผมพบว่าคนส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบซื้อหุ้นที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงๆในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งๆที่รู้ว่าหุ้นเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วมีความเสี่ยงบางอย่างที่ซ่อนไว้อยู่ แต่ด้วยคิดว่าโอกาสพลาดนั้นมีน้อย หลายๆคนจึงชะล่าใจเลือกที่จะยอมปิดตาข้างนึงเสี่ยงลงทุน
ความเสี่ยงที่ผมพูดถึงนั้นเป็นความเสี่ยงอย่างรุนแรงในทางธุรกิจที่บริษัทหลายๆบริษัทมีอยู่ แต่บางคนก็ยังพยายามหลอกตัวเองว่าไม่เสี่ยงเพราะโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก หรือคิดว่าถ้าจะเกิดขึ้นจริงคงจะไหวตัวทันขายออกมาได้ก่อน ทั้งๆที่ในหลายๆครั้งเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และความเสี่ยงเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นจริงๆแล้วอาจจะส่งผลต่อพอร์ตลงทุนของเราอย่างมาก เช่นความเสี่ยงว่าจะมีสงครามราคาเกิดขึ้น ความเสี่ยงว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ดีกว่ามาทดแทน ความเสี่ยงว่าราคาวัตถุดิบจะแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงอื่นๆอีกมากมาย
คนจำนวนมากเลือกที่จะลองเสี่ยงดู คงจะคล้ายๆกับการซื้อล็อตตารี่ หรือหวย หรือเล่นการพนันอื่นๆที่โอกาสชนะนั้นมีน้อย และทั้งๆที่รู้ว่ามีน้อย คนจำนวนมากก็ยังเต็มใจที่จะเสี่ยงอยู่ดี และผลสรุปก็คือ คนส่วนใหญ่จะขาดทุน คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะกำไร ซึ่งคนที่กำไรนั้นผมสังเกตพบว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะเน้นการลงทุนอย่างปลอดภัย คือจะไม่เข้าไปยุ่งกับหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงมากแต่มีความไม่แน่นอนทางธุรกิจบางอย่างอยู่ที่จะทำให้สิ่งที่เราหวังนั้นไม่เป็นจริง
กลับมาที่เรื่องการจับไข่ คนจำนวนมากซึ่งชอบเสี่ยงดวง หรือชอบการเก็งกำไรคงจะเลือกจับไข่จากกล่องที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณความน่าจะเป็นแล้วกล่องที่สองให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากเขาโชคดีใน 3 ครั้งแรกเขาจับได้เงินตลอด คือปีแรกเขาเสี่ยงทุ่มหมดตัวเลยคือจ่าย 400 บาท และจับได้ไข่มาเป็นเงิน 800 บาท ในปีที่สองเขาก็จับไข่ถูกอีก และยังทุ่มสุดตัวเหมือนเดิม คือจ่าย 800 บาท แล้วได้เงินในไข่มา 1600 บาท เมื่อถึงปีที่ 3 เขาก็ยังคงโชคดีอยู่และทำให้เงินเพิ่มขึ้มาเป็น 3200 บาท แต่พอมาถึงปีที่ 4 เขาทุ่มจ่าย 3200 บาทไป และต้องพบกับความผิดหวังคือหมดตัว และไม่มีโอกาสได้แก้ตัวไปตลอดชีวิต ซึ่งเราจะพบว่าในชีวิตจริงมีคนที่เข้าข่ายนี้จำนวนมาก คือทุ่มไปกับหุ้นที่เขาไม่รู้จริง หรือบางคนรู้จริงว่ามีความเสี่ยงแต่ก็ยังเสี่ยงทุ่มหมดตัว เมื่อเขาใช้วิธีนี้ไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกอาจจะรวยเร็ว แต่ในที่สุดก็จะสูญเสียไปเร็วเช่นกัน
แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงมากขึ้นหน่อยแต่ก็ยังยึดติดกับตัวเลขที่ว่ากล่องใบที่สองมีโอกาสให้ผลตอบแทนงามกว่า ดังนั้นเขายังคงลงทุนในกล่องใบที่ 2 อยู่ แต่ลงทุนด้วยความระมัดระวังขึ้นคือด้วยเงินที่มีอยู่เขาจะไม่ลงไปทีเดียวทั้งหมด 400 บาท แต่เขาลงทุนไปเพียงครั้งละ 100 บาทเท่านั้น ดังนั้นเมื่อลงทุนครบ 4 ปีเขาจะได้ผลตอบแทนตามความน่าจะเป็นแล้วคือ 600 บาท (หยิบได้ไข่ที่มีเงิน 3 ฟอง และได้ไข่ว่างเปล่า 1 ฟอง) การลงทุนลักษณะนี้ก็ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร
แต่กลุ่มสุดท้ายเขาไม่สนใจผลตอบแทนที่สูงของกล่องใบที่สอง แต่เขาเลือกจะลงทุนในกล่องในแรกที่เขามั่นใจ 100% ว่าในแต่ละครั้งจะไม่มีทางขาดทุนแต่จะได้ผลตอบแทน 20% ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะกล้าทุ่มหมดตัวคือ ในปีแรกยอมจ่าย 400 บาท และได้ผลตอบแทนมาเป็น 480 บาท พอปีที่สองเขาก็จะทุ่มหมดตัวเช่นกันคือยอมจ่าย 480 บาท และได้เงินกลับมาเป็น 576 บาท พอถึงปีที่สาม เขาก็จ่ายหมดเลยคือ 576 บาท และได้เงินกลับมาจำนวน 691.2 บาท และพอถึงปีที่สี่ เขาก็จะมีเงิน 829.44 บาท และนั่นทำให้คนกลุ่มนี้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อผ่านไป 4 ปี
การเล่นเกมนี้ก็เหมือนกับการลงทุนในชีวิตจริง ในแต่ละปีเราจะได้ยินว่าคนนั้นได้กำไร 2 เด้งบ้าง 5 เด้งบ้าง 10 เด้งบ้าง แต่ในระยะยาวแล้วคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นมักจะเป็นคนที่กำไรในแต่ละปีไม่ได้เยอะเลย วอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็ไม่เคยกำไรเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อปี เพราะนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่เลือกที่จะทุ่มหมดหน้าตักกับหุ้นที่เขามั่นใจว่าไว้ใจได้ ค่อยๆเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าที่จะไปเสี่ยงลงทุนกับหุ้นที่อาจจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ไม่สามารถมั่นใจได้เต็มร้อย และเป็นเหตุผลว่าทำไมเต่าจึงชนะกระต่าย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
