วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

ปลดล็อคผลตอบแทนให้สูงขึ้นด้วยการก้าวข้ามกับดักบนเส้นทาง VI (สำหรับคนพอร์ตไม่ใหญ่ ไม่ถึง 9 หลัก)

การลงทุนตามแนวทาง VI ได้พลิกชีวิตการลงทุนของผมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ชีวิตการลงทุนดีขึ้นแต่ไม่ถึงกับสุดยอด ผมเข้ามาติดกับดักซ้ำแล้วซ้ำอีกบนเส้นทางนี้ถึง 5 ปี จึงจะสามารถก้าวข้ามมาได้ และผลตอบแทนสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกมหาศาล ผมไม่อยากให้คนอื่นๆต้องมาเสียเวลาติดกับดักบนเส้นทางนี้เหมือนผม ผมจึงอยากแบ่งปันแนวคิดให้เพื่อนๆพี่น้องนักลงทุนได้อ่านและพิจารณาดูว่า เนื้อหาส่วนใดที่อาจจะเป็นประโยชน์จะได้นำไปประยุกต์ใช้ได้ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยหรือคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ก็สามารถมาแลกเปลี่ยนความคิด หรือมองข้ามไปได้นะครับ
(ปล. ผมลงทุนโดยไม่ใช้กราฟในการซื้อหรือขายหุ้นเลยนะครับ และไม่ได้เล่น Tfex หรือ ตลาด Future/Option เลย ใช้ปัจจัยพื้นฐานในการเลือกซื้อหุ้นอย่างเดียว)

ผมเริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้นครั้งแรกในปี 2002 แต่เล่นหุ้นแบบมั่วๆเป็นเวลาถึง 4 ปี จนกระทั่งหมดตัวในปี 2005 แถมมีหนี้ติดตัวมาอีก ชีวิตก็ตกต่ำลงมาก ใช้ชีวิตแบบเบลอๆ เรื่องอนาคตเรื่องความหวังความฝันก็ดับมืด เลิกคิดไปเลย วันๆจดจ่อแต่กับหน้าที่และงานที่ต้องทำ จนกระทั่งปีเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 เห็นราคาหุ้นลงมามาก จึงได้ตัดสินใจเอาเงินเก็บทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 2-3 หมื่นบาทกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง โดยเริ่มศึกษาหุ้นจริงจัง และได้รู้จักกับ VI เป็นครั้งแรกในชีวิต อ่านหนังสือของ ดร.นิเวศน์ และหนังสือแปลเกี่ยวกับวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาจำนวนหลายสิบเล่ม จนซึมซับวิธีคิดเข้ามาเป็น Mindset การลงทุนของตัวเอง ผลที่ได้คือ สามารถลงทุนสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นมาก ชนะตลาดปีละ 12-18% ต่อเนื่อง 3 ปีติด คือปี 2009-2011 หลังจากนั้นเมื่อมีความมั่นใจมากขึ้นจึงเริ่มใช้บัญชีมาร์จิ้นกู้เงินมาซื้อหุ้น แต่กลับแพ้ตลาดต่อเนื่อง 2 ปี คือปี 2012-2013 จึงเลิกใช้บัญชีมาร์จิ้นอีกเลย และกลับมา ทบทวนว่าเราผิดพลาดตรงไหน เมื่อดูนักลงทุนเก่งๆหลายๆคนก็สามารถสร้างผลตอบแทนมากๆได้โดยไม่ใช้มาร์จิ้น และศึกษาวิธีคิดของคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ นำมาปรับเปลี่ยน mindset ใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้น ชีวิตการลงทุนผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะผมสามารถสร้างผลตอบแทนได้เกิน 100% ได้ต่อเนื่องกันถึงปัจจุบัน คือปี 2014-2016 โดยปี 2014 ได้ผลกำไรเกือบ 500% และผมอยากจะแชร์ให้ฟังว่า ทำไมในช่วงแรกที่ผมเดินตามเส้นทาง VI ถึงได้ผลตอบแทนที่ดีพอใช้เท่านั้น ไม่สามารถทำผลตอบแทนที่ดีมากๆได้ ผมติดกับดักความคิด VI บางอย่าง ทันทีที่หลุดจากกับดักความคิดเหล่านั้น ชีวิตการลงทุนของผมก็เปลี่ยนไปทันที กับดักเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันครับ

กับดักความคิดที่ 1: "อย่าโลภ อย่าคาดหวังสูง การลงทุนแบบ VI คาดหวังผลตอบแทนอย่างมากแค่ 15-20% ต่อปีก็เก่งแล้ว ขนาดคนเก่งๆระดับโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังทำได้แค่ 19.7% จากปี 1965 ถึงปี 2012 เท่านั้นเอง"
ความจริงคือ: สมัยก่อนผมก็มีความคิดอนุรักษ์นิยมเช่นนี้ แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ในระหว่างประชุมผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า เขารู้จักเป็นการส่วนตัวกับคน 6 คนที่สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ 50% ต่อปี ด้วยเงินลงทุนที่ไม่มากนัก และถ้าย้อนไปในปี 1999 เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขารับประกันว่าเขาสามารถทำผลตอบแทนได้ถึง 50% ต่อปีแน่นอนหากเขามีเงินทุนเพียง 1 ล้านเหรียญเท่านั้น ตามคำพูดนี้

“If I was running $1 million today, or $10 million for that matter, I’d be fully invested. Anyone who says that size does not hurt investment performance is selling. The highest rates of return I’ve ever achieved were in the 1950s. I killed the Dow. You ought to see the numbers. But I was investing peanuts then. It’s a huge structural advantage not to have a lot of money. I think I could make you 50% a year on $1 million. No, I know I could. I guarantee that.” 

แน่นอนเพราะในสมัยที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังมีพอร์ตไม่ใหญ่นัก ประมาณ 1 ล้านเหรียญ ในตอนที่ยังไม่ได้ตั้งบริษัทขึ้นมา ประมาณทศวรรษที่ 1950 เขาทำผลงานได้สูงถึง 60% ต่อปี ดังนั้นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเปลี่ยนคือเปลี่ยนความคิด อย่าคิดหรือทำอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ในปัจจุบันนี้ แต่จงคิดเหมือน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในช่วงก่อนปี 2000 หรือถ้ามามองในไทย หลายปีก่อนเคยได้ยิน พี่โจ อนุรักษ์ บุญแสวง ให้สัมภาษณ์ว่าสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่า 50% ต่อเนื่องกันนานเกือบสิบปี แสดงว่าการคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนแนว VI ให้ได้มากกว่า 50% ต่อปีในขณะที่พอร์ตของเรายังไม่ใหญ่ขนาดหลายร้อยล้าน หลายพันล้าน ย่อมเป็นเรื่องที่ควรทำ และเป็นไปได้



อ้างอิง
http://basehitinvesting.com/how-buffett-made-50-per-year/
http://www.thebuffett.com/performance.html#.WH2gQ1N96Uk
http://www.businessinsider.com/warren-buffett-berkshire-hathaway-vs-sp-500-2016-2

กับดักความคิดที่ 2: "ถือหุ้นเหมือนเป็นเจ้าของกิจการ ถือตราบที่บริษัทยังดีอยู่ (รักหุ้น)"
ความจริงคือ: แนวคิดนี้ฝังในหัวผมตลอด 5 ปีแรกของการลงทุนในเส้นทาง VI ผมเองเคยเป็นคนที่รักหุ้นมาก เคยศึกษาทุ่มเทเจาะลึกจนเข้าใจกิจการหลายๆอย่างในเชิงลึก รู้สึกมั่นใจและรู้สึกผูกพันกับบริษัทนั้นๆโดยไม่รู้ตัว และคิดไบอัสว่ารู้จักบริษัทนั้นๆดี พยายามจะถือหุ้นกับบริษัทไปนานๆโดยไม่ได้คิดว่ามีหุ้นตัวอื่นที่ดีกว่า ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะการทำแบบนี้ทำให้ข้อได้เปรียบของการเป็นนักลงทุนที่แตกต่างจากการเป็นเจ้าของกิจการนั้นหมดไป และทำให้ข้อได้เปรียบของการเป็นรายย่อยหมดไปด้วยเช่นกัน ในขณะที่เรามีพอร์ตไม่ใหญ่นัก การซื้อขายหุ้นทำได้ง่ายและเร็ว การหาหุ้นหาบริษัทใหม่ๆที่น่าลงทุนกว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอยู่เสมอๆ เราจะต้องคิดว่าอาจจะมีบางบริษัทที่ดีกว่าหุ้นที่เราถือแต่เรายังค้นหาไม่เจออยู่เสมอ ทำให้เราพยายามหาหุ้นใหม่ๆ และมีการปรับพอร์ตเปลี่ยนหุ้นเป็นระยะ เพื่อให้ได้บริษัทที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่พอร์ตของเรา

กับดักความคิดที่ 3: "ผลตอบแทนสูงๆต้องแลกมาด้วยการเสี่ยงมากขึ้น หุ้นตัวเล็กๆที่ขึ้นแรงๆเป็นหุ้นปั่นทั้งนั้น"
ความจริงคือ: ความคิดแบบนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการลงทุนอย่างมาก ผมเองก็เคยเป็น ทำให้เราตีกรอบตัวเองว่าห้ามมองหาหุ้นที่ผลตอบแทนสูงๆ ทุกครั้งที่เห็นหุ้นบางตัวขึ้นแรงๆต่อเนื่องเราก็จะเหมาว่าเป็นหุ้นปั่นไปหมด ทั้งที่ความจริงไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป ในตลาดหุ้นทุกวันนี้ไม่ได้มีประสิทธิภาพตลอดเวลา หุ้นบางตัวปัจจัยพื้นฐานดีขึ้นมาก บางตัวคนเพิ่งจะมองเห็นเข้าใจพื้นฐานที่ดีของบริษัท ก็เข้ามาซื้อพร้อมๆกันทำให้ราคาขึ้นเร็ว ผมเองยังเจอหุ้นที่ราคาไม่สมเหตุสมผลอยู่เป็นระยะ ดังนั้นเราไม่ควรจำกัดตีกรอบความคิดตัวเองแคบๆ เราควรเปิดกว้างทางความคิด และพร้อมจะศึกษาค้นหาเหตุผลว่าทำไมหุ้นเหล่านั้นถึงปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง

เมื่อเราเข้าใจความจริง 3 ข้อนี้แล้ว ความคิดและใจของเราจะเปิดรับมากขึ้น เราจะพยายามศึกษาหาคำตอบ หาบริษัทที่จะสร้างผลตอบแทนที่สูงๆให้เรามากขึ้น แน่นอนว่าไม่ง่าย แต่มีอยู่จริง แต่ถ้าเรายังไม่ปรับเปลี่ยนความคิด ใจเราก็จะไม่เปิดรับ เราจะปฏิเสธทุกๆโอกาส ทุกๆหุ้นที่อาจจะให้ผลตอบแทนสูงมากๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเรา ดังนั้นเริ่มต้นที่วิธีคิดก่อน ส่วนวิธการนั้นไม่ใช่เรื่องยาก มีคนสอนกันอยู่มากมาย

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สรุปผลตอบแทนและบทเรียนจากการลงทุนปี 2016

สรุปผลตอบแทนและบทเรียนจากการลงทุนปี 2016

SET เริ่มต้นปีที่ 1288.02 จุด และสิ้นสุดปีที่ 1542.94 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 254.92 จุด หรือ 19.8% แต่ถ้าคิดรวมปันผล คือดูผลตอบแทนของ SET TRI จะได้ผลตอบแทนประมาณ 24% ถือว่าเป็นปีที่ดีปีหนึ่งสำหรับตลาดหุ้นไทยเลยทีเดียว

สำหรับพอร์ตการลงทุนของตัวผมเองปีนี้ได้ผลตอบแทน 142% ถือว่าเป็นปีที่ดีมากๆอีกปีหนึ่ง และเป็นปีที่ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับสองของชีวิตการลงทุนรองจากปี 2014 โดยผลตอบแทนสะสมตลอด 8 ปีที่ผ่านมา (หลังจากศึกษาการลงทุนตามแนวทาง VI อย่างจริงจัง) อยู่ที่ 13,029% หรือก็คือ 130 เท่าจากเงินต้นในกรณีที่คิดว่าไม่มีการเติมเงินหรือถอนเงินออกจากพอร์ต แต่ในความเป็นจริงนั้นเงินถูกถอนออกมาใช้ค่อนข้างมากเกินกว่าเงินทุนไปมากแล้ว โดยเฉพาะใน 2-3 ปีหลังที่ลาออกจากงานประจำมาเป็นพ่อบ้านเลี้ยงลูกและลงทุนเพียงอย่างเดียว





ถึงแม้ปีนี้จะดูเป็นปีที่ดี แต่ในความเป็นจริงหากดูกราฟผลตอบแทนในแต่ละช่วงเวลาของปีนี้จะพบว่ามีความผันผวนไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านๆมาเลย โดยมีช่วงที่เกิดการลดลงของผลตอบแทนค่อนข้างมากอยู่ 2 ช่วงคือ ช่วงเดือนเมษายน ที่ผลตอบแทนลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกิดจากการที่มั่นใจในหุ้นที่ลงทุนมากจนเกินไป เข้าไปซื้อในสัดส่วนค่อนข้างมากโดยหุ้นมีขนาดค่อนข้างเล็ก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผิดคาดในทางไม่ดี ราคาหุ้นก็ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วจนขายออกไม่ทัน ทำให้กำไรที่ได้จากหุ้นตัวนั้นที่ได้มาก่อนหน้าแทบไม่เหลือเลย และอีกช่วงหนึ่งคือเดือนกันยายนถึงตุลาคม ตอนนั้นได้ขายหุ้นที่ค่อนข้างดีออกไปถือเงินสดค่อนข้างมากเพราะกลัวข่าวที่ดูเหมือนจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายเกิดขึ้น แต่การขายครั้งนั้นดันไปขายหลังจากหุ้นปรับลงมาเยอะแล้ว แถมยังเลือกที่จะแทงซื้อ PUT DW บางส่วน เพราะคาดว่าตลาดจะลงแรง แต่ผลกลับตรงกันข้าม ทันทีที่ข่าวจริงออก หุ้นทั้งตลาดกลับปรับตัวขึ้นแรง ยังดีที่วันถัดมาตัดสินใจกลับมาซื้อหุ้นคืนในราคาที่แพงขึ้น และขาย DW ไปหมด บทเรียนสำคัญ 2 ข้อที่ได้ในปีนี้คือ
1. สภาพคล่องเริ่มเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาแล้ว เพราะพอร์ตเริ่มใหญ่ขึ้น จะลงทุนตัวเล็กๆในสัดส่วนที่เยอะๆของพอร์ตแบบ 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว หากเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมาจะได้ออกได้โดยไม่เจ็บตัวมากนัก
2. อย่าคาดการณ์สภาวะตลาด เก่งแค่ไหน มั่นใจแค่ไหน ก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำได้ ให้ยึดราคาและปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่เราลงทุนเป็นสำคัญ

ภาพรวมปีนี้กำไรส่วนใหญ่มาจากหุ้น 2-3 ตัวเท่านั้น โดยพระเอกของปีนี้คือ GL และพระรองคือ ACAP ทั้ง 2 ตัวนี้เริ่มต้นรู้จักจากเพื่อนๆนักลงทุนด้วยกัน ที่มีโอกาสมาแชร์มาคุยกันในไลน์ ซึ่งจริงๆก็มีคุยกันหลายตัว แต่ 2 ตัวนี้เข้าตาและลงทุนในสัดส่วนที่ค่อนข้างมากของพอร์ตทำให้ผลตอบแทนออกมาค่อนข้างดี

สำหรับปี 2017 นั้น คิดว่าเป็นปีที่ค่อนข้างยาก และอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการลงทุนบ้างหากคิดจะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กๆต่อไป จากเดิมทุ่มหนักๆแค่ 1-2 ตัวได้ ก็คงต้องเปลี่ยนมา กระจายหุ้นมากขึ้น ถ้าหาหุ้นไม่ได้ก็ถือเงินสดไว้ก่อน

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สรุปผลงานปี 58 ครบรอบ 7 ปี การลงทุนแบบเน้นคุณค่า

นับตั้งแต่เริ่มเข้าตลาดหุ้นมาในปี 2002 ถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลา 14 ปีแล้ว ใน 7 ปีแรกนั้นถือว่าเป็น 7 ปีที่เลวร้าย เล่นหุ้นแบบการพนันไม่มีความรู้จนหมดตัวและเป็นหนี้ แต่ใน 7 ปีต่อมา (ตั้งแต่ปี 2009-2015) หลังจากที่รู้จักกับคำว่า VI ชีวิตก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก เปลี่ยนจาก "เล่นหุ้น" เป็น "ลงทุนในหุ้น" โดยคิดเสมอว่า ซื้อหุ้นก็เหมือนลงทุนทำธุรกิจ มองหาส่วนเผื่อความปลอดภัยในการซื้อหุ้น ทำให้ผลตอบแทนใน 7 ปีหลังค่อนข้างดี แต่นับจากนี้ไปคงไม่ง่ายแล้ว เพราะในเวลานี้สภาวะเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างแย่ มีแต่ข่าวร้ายมากมาย และมีแนวโน้มจะแย่ไปอีกนาน ดังนั้น 7 ปีหลังจากนี้ไปอาจจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ดีได้เหมือนเดิม

ในสิ้นปี 2015 นี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทบทวนวิธีการลงทุน ผลงานของตัวเองในตลอด 7 ปีที่ผ่านมาว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง และควรจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการลงทุนอย่างไรหรือไม่ เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมรับมือสำหรับปี 2559 ต่อไป

จบปี 2015 SET Index ปิดที่ 1,288.02 จุด ลดลงไป 209.65 จุดจากสิ้นปี 2014 ที่อยู่ที่ 1,497.67 จุด หรือลดลงไปประมาณ 14% แต่ถ้าคิดรวมเงินปันผลโดย (ดูจาก TRI) จะพบว่าลดลงไป 12% ขณะที่พอร์ตการลงทุนของผมปีนี้ให้ผลตอบแทน +134% (ชนะตลาด 14ุ6%) ซึ่งถือว่าค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ (แต่ขนาดของพอร์ตหุ้นเติบโตขึ้นเพียง 113% จากสิ้นปีก่อนเพราะมีการดึงเงินออกมาใช้ระหว่างปี)

มูลค่าพอร์ตเทียบกับดัชนี SET TRI โดยปรับให้เริ่มต้นเท่ากันที่ 100 ในสิ้นปี 2014

ในปี 2015 นี้ถือหุ้น 100% ตลอดเวลา มีขายหุ้นเอาเงินมาใช้ทุกๆเดือนเนื่องจากไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ในปีนี้มีการปรับพอร์ตใหญ่ๆ 3 ครั้ง คือปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปลายเดือนตุลาคม และสัปดาห์สุดท้ายของปี โดยช่วงเวลาส่วนใหญ่จะถือหุ้นหนักๆเพียงตัวเดียว (ตัวเดียวมากกว่า 90% ของพอร์ต) แต่มีบางช่วงเวลาสั้นๆที่กระจายไปลงทุนเท่าๆกัน 3-4 ตัว เหมือนเป็นจังหวะคั่นระหว่างที่ยังหาหุ้นที่ชอบมากๆไม่เจอ

กำไรส่วนใหญ่ในปีนี้ได้มาจากการถือหุ้น IRCP ได้กำไรมาเกือบ 100% เหตุผลที่เข้าซื้อ IRCP ในตอนนั้นแบบหมดพอร์ต คือเห็นบริษัทแจ้งข่าวกับตลาดว่าจะทำโรงไฟฟ้าพลังงานจะขยะ รู้สึกสะดุดตาจึงเข้าไปศึกษาดู เห็นว่าผู้บริหารมีโปรเจ็คค่อนข้างเยอะ มีความมั่นใจ รวมทั้งงบใน 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ค่อนข้างดี ผู้บริหารตั้งเป้าค่อนข้างท้าทาย คือ โต 30% ต่อปีต่อเนื่อง 2-3 ปีข้างหน้า ตอนนั้นดูแล้วน่าจะมีความเป็นไปได้เพราะรัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับ Digital economy บวกกับที่ผลงานของบริษัทที่ผ่านๆมาก็มักจะทำได้ดีกว่าเป้าหมายที่ผู้บริหารตั้งไว้ และที่สำคัญคือ P/E ต่ำมาก ไม่ถึง 10 เท่า ตอนนั้นเข้าไปซื้อและถือหุ้นบริษัทนี้ประมาณ 2 เดือนกว่าๆจึงขาย สาเหตุที่ขายคือราคาหุ้นขึ้นไปถึงเป้าหมายในใจแล้ว คือ P/E ประมาณ 20 เท่า จึงตัดสินใจทยอยขายออกจนหมด

หลังจากนั้นจึงเข้าซื้อหุ้น SIMAT ด้วยเหตุผลที่เชื่อว่าบริษัทกำลังจะ Turnaround และเข้าสู่โหมดการเติบโต แต่การเข้าซื้อหุ้นของบริษัทเล็กๆครั้งนี้เริ่มไม่ง่ายเหมือนเดิมเนื่องจากพอร์ตที่มีขนาดใหญ่ขึ้น กว่าจะซื้อจนครบก็ใช้เวลาหลายวัน หลังจากนั้นไม่ถึง 2 เดือนราคาหุ้นก็ขึ้นไปมากกว่า 40% จากราคาที่ซื้อ แต่ก็ไม่ได้ขายออกมา คิดแต่เพียงว่าจะรอให้ถึงเวลาที่บริษัท Turnaround สำเร็จในปี 2015 นี้ ตามการคาดการณ์ของผู้บริหาร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลประกอบการออกมาแย่กว่าที่คิด แนวโน้มการ Turnaround คาดว่าจะเลื่อนช้าออกไปอีกกว่าครึ่งปี การแข่งขันในธุรกิจที่ดูจะรุนแรงขึ้น บวกกับที่สภาวะตลาดหุ้นย่ำแย่ ราคาหุ้นหลายๆตัวลงมามากจนทำให้เชื่อว่าจะมี Upside มากกว่า จึงได้ตัดสินใจปรับพอร์ต ทยอยขายหุ้นเดิมออกไปบางส่วนในราคาขาดทุนเล็กน้อย 2%-3% และแบ่งเงินกระจายออกไปถือหุ้นที่น่าสนใจอีก 3 บริษัท คือ BKD-W1 LIT TPOLY ต่อมาราคาหุ้นทั้ง 3 บริษัทปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็วในช่วงสั้นๆ พร้อมๆกับที่ไปเจอหุ้น GL ซึ่งบริษัทนี้น่าจะสามารถเติบโต ได้ในระยะยาวจากการขยายออกไปในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ย่ำแย่มากนัก ถึงแม้ราคาที่เข้าไปซื้อจะไม่ได้ถูกนัก (คาดว่าด้วยราคาที่ซื้อ คำนวณ Forward P/E สิ้นปี 2015 อยู่ที่ 30-32 เท่า) แต่เมื่อเทียบกับอัตราเติบโตที่สูงมากๆในอนาคตและความแน่นอนในธุรกิจแล้วก็พอยอมรับได้ เชื่อว่า P/E ในปีหน้าจะลดลงค่อนข้างจากกำไรที่โตขึ้น บวกกับที่ GL-W3 กำลังจะหมดอายุ มีคนเทขายออกมาเรื่อยๆ กดดันหุ้นแม่ และมี gap ระหว่างแม่กับลูกค่อนข้างมาก จึงได้ทยอยซื้อ GL-W3 ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะหมดอายุ เพื่อแปลงเป็นหุ้นแม่ โดยได้ขายหุ้นที่มีอยู่ 4 ตัวนั้น ออกมาเข้าบริษัทนี้บริษัทเดียวเกือบ 100% ของพอร์ต หลังจากนั้นราคาหุ้น GL ก็สวิงขึ้นลงแรง มาจนถึงสัปดาห์สุดท้ายของปีด้วยกำไรประมาณ 23% ซึ่งถือว่ามาเร็วกว่าที่คาด จึงได้ตัดสินใจขายหุ้น GL ออกมาทั้งหมดโดยถือเงินสดครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งได้เข้าไปซื้อหุ้นขนาดเล็กบริษัทหนึ่งที่น่าจะมี upside มากกว่า (ในวันที่ขาย GL ออกไปนั้น ราคาขายหุ้น GL คาดว่ามี forward PE ปี 2015 ประมาณ 40-42 เท่า P/BV 3.5 เท่า และ P/E ปี 2016 ที่ประมาณ 28-30 เท่า)

ผลตอบแทนของพอร์ตในแต่ละปีเทียบกับผลตอบแทนของ SET TRI

กระแสเงินสด เติมเข้า-ถอนออก จากพอร์ตหุ้น

เมื่อได้มองย้อนกลับไปตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้สูงมากเหมือนนักลงทุนที่เก่งๆหลายๆคน แต่ก็ถือว่าผลงานเป็นที่น่าพอใจ ผลตอบแทนสะสมใน 7 ปีนี้อยู่ที่ 5,329% หรือคิดเป็นกำไร 53.29 เท่าจากเงินทุน แต่มูลค่าพอร์ตจริงโตน้อยกว่านี้เพราะมีการดึงเงินออกไปใช้จ่าย ถ้าดูจากกราฟจะเห็นว่ามีการนำเงินเดือนมาเติมเงินลงไปแค่ 2 ปีแรกเท่านั้น ปีที่ 3 แทบจะไม่มีการเติมเงินเข้าไปเลย และปีต่อๆมาก็ค่อยๆดึงเงินออกมามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่กลางปี 2014 เป็นต้นมาได้ลาออกจากงานประจำด้วยความจำเป็นบางอย่าง ทำให้ต้องขายหุ้นออกมาใช้จ่ายทุกๆเดือน

ก้าวแรกที่เริ่มเดินเข้ามาในเส้นทางนี้ ตั้งเป้าไว้แค่ 18% ต่อปี นับถึงตอนนี้ก็ถือว่าทะลุเป้า แต่ก็คงต้องดูกันยาวๆต่อไปเพราะที่ผ่านมาสภาวะตลาดค่อนข้างเอื้ออำนวย ในเส้นทางการลงทุนที่ผ่านมาผมจะเน้นเฉพาะปัจจัยพื้นฐาน (ไม่สนใจกราฟ ไม่สนใจสัญญาณซื้อขายทางเทคนิกเลย ตัดสินใจซื้อขายจากการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมเทียบกับราคาตลาดเท่านั้น ส่วนจังหวะในการเข้าซื้อนั้นคือไม่มี เจอหุ้นถูกใจ มี Upside เยอะก็เคาะขวาเลย) พบว่าสามารถชนะตลาดได้ทั้งหมด 5 ปี และแพ้ตลาด 2 ปี โดยมีเพียงปีเดียวที่ขาดทุน คือปี 2013 ขาดทุนไปประมาณ 10% ซึ่งในปีแรกๆนั้นชนะตลาดประมาณ 12-18% สม่ำเสมอ หลังจากนั้นเริ่มคิดว่าตัวเองแน่ มั่นใจในตัวเองมากเกินไป ความโลภเริ่มมากขึ้น (ทั้งที่ใน 7 ปีที่เลวร้ายก่อนหน้านี้เคยหมดตัวจากหุ้นมาแล้ว) จึงได้เริ่มกู้เงินโดยใช้บัญชีมาร์จิ้นในการซื้อหุ้นในปี 2012-2013 แต่ประกฏว่าใน 2 ปีที่ใช้บัญชีมาร์จิ้นนี้กลับเป็น 2 ปีที่แพ้ตลาด อาจจะเป็นเพราะมั่นใจจนเกินไป ประมาท ศึกษาน้อยลง ทำให้ผลตอบแทนแย่ลง หลังจากนั้นจึงเลิกใช้มาร์จิ้นในการซื้อหุ้น โดยพอร์ตกลับมาชนะตลาด และเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2014 มีกำไรเกือบ 500% และยังกำไรต่อเนื่องในปี 2015

เมื่อลองสังเกตดูก็พบว่าใน 7 ปีของการลงทุนนี้สามารถแบ่งวิธีการลงทุนที่แตกต่างกันได้เป็น 3 ช่วงเวลาใหญ่ๆคือ

ช่วงที่ 1 - ปี 2009-2011
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เริ่มต้นศึกษาอ่านหนังสือแนว VI การซื้อหุ้น (1 ล้านบาทแรกก็ได้ในช่วงนี้ กลางๆปี 2010) ครั้งแรกๆจะหาหุ้นที่ปันผลเยอะๆตอนที่ตลาดตกหนักๆ เช่น LPN ต่อมาจะเริ่มมองหาหุ้นเติบโต เช่น IRP หลังจากนั้นเริ่มมองหามองหาธุรกิจที่ดีเยี่ยม อยู่ในกระแส Megatrend หาบริษัทที่มั่นคงและเติบโตได้ในระยะยาวๆ อย่างน้อยก็ 15-20% ต่อปี หุ้นที่ลงทุนในช่วงเวลานี้ส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจประกันชีวิต และโรงพยาบาล เช่น BLA SCBLIF KH CPN โดยใน 3 ปีนี้ได้กำไรมากที่สุดจากการถือ BLA รองลงมาคือ SCBLIF และมีขาดทุนบ้างนิดหน่อยจาก PSL เนื่องจากการคาดการณ์วัฏจักรการฟื้นตัวของธุรกิจเรือที่ผิดพลาด ช่วง 3 ปีนี้ถือหุ้นโดยเฉลี่ยประมาณครั้งละ 2-4 ตัว บางตัวถือ 2-3 เดือน บางตัวถือ 1-2 ปี

ช่วงที่ 2 - ปี 2012-2013
ช่วงเวลานี้เริ่มมั่นใจในตัวเองมากขึ้น โลภมากขึ้น ใช้เงินกู้จากบัญชีมาร์จิ้น แต่ก็ยังเน้นกลุ่มเดิมๆ โดยหุ้นที่ถือในช่วงนี้เช่น BCH BH BDMS BLA SCBLIF CPN MINT HMPRO BIGC KBANK BLAND ใน 2 ปีนี้ ได้กำไรจาก SCBLIF มากที่สุด รองๆลงมาก็ MINT BDMS CPN และ BLA ตามลำดับ แต่ขาดทุนหนักๆจากการเข้าไปซื้อ BLAND-W2 ตอนที่จะหมดอายุ เกินตัว ทำให้มีเงินแปลงได้ไม่ครบ ช่วง 2 ปีนี้ถือหุ้นโดยเฉลี่ยประมาณครั้งละ 3-5 ตัว และถือนานประมาณครั้งละ 2-3 เดือน

ช่วงที่ 3 - ปี 2014-2015
ช่วงนี้เริ่มต้นด้วยความระมัดระวังและอารมณ์ประมาณหมดหวังจากผลตอบแทนปี 2013 ที่ขาดทุน 10% เลิกใช้มาร์จิ้น และพยายามขยายขอบข่ายความรู้ของตัวเอง พยายามไม่จำกัดกรอบการลงทุนในหุ้นแค่กลุ่มเดิมๆ ทำให้เห็นโอกาสในหุ้นขนาดเล็กๆที่รายใหญ่และสถาบันไม่ค่อยสนใจเพราะสภาพคล่องน้อย แต่พื้นฐานบริษัทใช้ได้ และอัตราการเติบโตสูง ในช่วงนี้ถือหุ้นโดยเฉลี่ยครั้งละ 1-3 ตัว โดยเลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงๆ ราคายังไม่แพง เฉลี่ยแต่ละตัวจะถือประมาณ 3-6 เดือน หุ้นที่ถือในช่วงนี้เช่น BWG RCL BSM SOLAR IRCP SIMAT GL BKD TPOLY LIT

สำหรับปี 2559 นี้ คงจะหาเลือกหาหุ้นขนาดกลาง (ไม่อยู่ใน SET50) หรือเล็ก (อยู่ใน MAI) ต่อไป เพราะเชื่อว่าการที่หุ้นมีขนาดเล็ก ทำให้สถาบัน หรือนักลงทุนรายใหญ่ ไม่สนใจ สภาพคล่องน้อย เข้าไม่ได้ ทำให้เรามีโอกาสพบหุ้นที่ดี ราคายังไม่แพง แต่ก็ไม่ได้จำกัดว่าไปลงทุนตัวใหญ่ไม่ได้ ถ้าโอกาสมาก็เอาหมด โดยจะระวังเป็นพิเศษ เลือกหาบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และอินเตอร์เน็ต ภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ การอ่อนของค่าเงินบาท โดยต้องมีอัตราการเติบโตในอนาคตที่สูงอย่างน้อย 20-30% ต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า และคาดหวังราคาหุ้นที่มี Upside อย่างน้อย 30-50% ใน 1 ปีข้างหน้า ซึ่งหากไม่สามารถหาหุ้นที่ตรงตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้ ก็อาจจะต้องศึกษาและแบ่งเงินไปลงทุนในต่างประเทศ

เนื่องจากผมมองการลงทุนเหมือนทำธุรกิจ ที่ผ่านมาจึงลงทุนเฉพาะในหุ้นและวอร์แรนต์ของหุ้นเท่านั้น ไม่เคยลงทุนใน Future หรือ Option หรือ Forex หรือ DW (ด้วยความไม่ชอบส่วนตัว เพราะเป็น zero sum game คือกินกันเอง ถ้าเรากำไร แปลว่าต้องมีคนอื่นขาดทุน) โดยหลักคิดคือ เลือกหาบริษัทที่จะเติบโตได้ในระยะยาว หาธุรกิจที่ดีแล้วเราก็เข้าไปมีหุ้นส่วนในธุรกิจนั้น ได้รับปันผล และเมื่อมูลค่าของธุรกิจมากขึ้น ราคาหุ้นก็จะสะท้อนออกมาสูงขึ้นด้วย การเลือกหาธุรกิจที่จะโตไปได้เรื่อยๆในระยะยาวนั้นเพื่อว่าจะสามารถถือหุ้นไปได้นานๆตราบที่ราคาหุ้นยังน้อยกว่ามูลค่าของบริษัทที่ประเมินได้ แต่ถ้าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเร็วจนถึงมูลค่าของบริษัทที่ประเมินไว้ ผมก็จะขายหุ้นออกมา และเนื่องจากบริษัทที่เหล่านี้น่าจะเติบโตได้ยาวๆ คนที่มารับซื้อต่อจากผมก็มีโอกาสที่จะมีกำไรจากราคาหุ้นที่น่าเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาวตามผลประกอบการของบริษัท ยกเว้นหากพบว่าวิเคราะห์บริษัทผิดไป เมื่อรู้ตัว ผมจะขายหุ้นออกมาทันทีไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนอยู่ก็ตาม

สรุปข้อคิดเบื้องต้นที่ได้เรียนรู้จากการลงทุนในตลาดหุ้นตลอด 14 ปีที่ผ่านมา
1. พอร์ตเล็กมีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าพอร์ตใหญ่
2. ไม่ว่าจะ VI หรือเทคนิก จะเล่นสั้นหรือยาว ถ้าศึกษารู้จริงล้วนสามารถทำกำไรสูงๆจนเป็นอิสระทางการเงินได้ทั้งนั้น
3. ถ้าต้องการจะเป็นอิสระทางเวลา และสบายใจไม่ต้องเครียดทุกๆวัน ควรลงทุนระยะยาว มองที่มูลค่ากิจการไม่ใช่ราคา
4. การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) กับการถือหุ้นยาวไม่เหมือนกัน การติดดอยไม่เรียกว่าการลงทุนแบบ VI ถ้าพื้นฐานแย่ลงก็ไม่ควรกอดหุ้นไว้
5. อดีตที่สวยหรูของบริษัท ไม่ได้รับประกันว่าอนาคตจะต้องดีด้วย การติดตามการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจเสมอๆเป็นสิ่งจำเป็น
6. ไม่มีใครรู้จริง ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ราคาหุ้น สภาวะตลาด หรือแม้แต่ผลประกอบการได้อย่างแม่นยำทุกครั้งไป สิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ การเผื่อใจวางแผนเตรียมรับมือกรณีฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็น
7. หุ้นขึ้นแรงๆมีทุกวัน อย่าไปไล่ซื้อ เรารวยได้โดยไม่จำเป็นต้องไปมีส่วนร่วมในหุ้นทุกตัวที่ขึ้นแรง
8. ไม่มีงานสัมนาไหนที่จะเปลี่ยนคนให้ลงทุนเก่งขึ้นได้จริงแบบทันทีทันใด ดังนั้นอย่าเสียเงินแพงๆไปอบรมสัมนาหุ้นเพื่อหวังรวยเร็ว
9. การลงทุนคือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่งร้อยเมตร ไม่มี Short cut ไม่มีวิธีรวยเร็ว มีแต่ต้องทุ่มเทศึกษา สะสมความรู้และประสบการณ์เป็นเวลาหลายๆปี ผลตอบแทนที่ได้จะแปรผันตามความขยันทุ่มเทที่เราใส่ลงไป
10. การแลกเปลี่ยนความเห็นกับเพื่อนนักลงทุนจะช่วยให้มีโอกาสพบบริษัทที่น่าสนใจมากขึ้น ดังนั้นควรจะหาโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการ หรือสัมนาฟรีบ้าง เพื่อเพิ่มความรู้และทำความรู้จักเพื่อนนักลงทุนใหม่ๆ
11. ภาพใหญ่ของธุรกิจสำคัญกว่าภาพเล็ก การเข้าไปจ้องมองระยะใกล้ๆในภาพเล็กเพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้มองไม่เห็นภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง ตรงกันข้ามถ้ามองภาพใหญ่ออก ถึงภาพเล็กจะมองผิดไปบ้างก็ไม่ได้เสียหายนัก
12. ซื้อหุ้นคือซื้ออนาคต ถ้ามองอนาคตไม่ออกก็ไม่ควรซื้อ
13. หุ้นที่ขึ้นแรงๆมีทั้งหุ้นที่พื้นฐานดีและหุ้นที่พื้นฐานไม่ดี แต่ถ้าจะหาหุ้นที่ขึ้นแรงและยืนได้มั่นคงจะต้องมีพื้นฐานที่ดีรองรับ
14. หุ้นขนาดใหญ่ไม่ได้แปลว่าเป็นหุ้นพื้นฐานดี
15. หุ้นราคาต่ำบาทไม่ได้แปลว่าถูกกว่าหุ้นราคาหลักพัน ความถูกความแพงต้องเทียบราคาหุ้นกับมูลค่ากิจการที่ควรเป็น
16. จะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดีต้องลงทุนในหุ้นเติบโต การลงทุนในหุ้นที่เน้นปันผลแต่กำไรในอนาคตไม่เติบโตจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้
17. หุ้นของกิจการที่ดี แข็งแกร่ง และเติบโตสูงๆ อาจจะให้ผลตอบแทนที่แย่ได้หากซื้อมาด้วยราคาที่แพง
18. ถึงแม้จะถือหุ้นครั้งละไม่กี่เดือน แต่ก็ต้องมองภาพอนาคต 2-3 ปีข้างหน้าให้ออก
19. อ่านบทวิเคราะห์ ไม่ต้องสนใจราคาเป้าหมาย ส่วนใหญ่เชื่อไม่ได้ ให้เลือกดูเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท และนำมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมเอง
20. ยิ่งโลภยิ่งจน
21. "กล้าเมื่อคนส่วนใหญ่กลัว และกลัวเมื่อคนส่วนใหญ่กล้า" พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะคำว่า "ส่วนใหญ่" นั้นวัดยาก
22. อิสระทางเวลามีค่ามากกว่าอิสระทางการเงิน
23. เซียนหุ้นทุกคนล้วนแต่เคยผิดพลาด และทุกวันนี้ก็ยังทำผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ
24. วิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน กล้าทุ่มเงินซื้อเมื่อพบโอกาส เมื่อซื้อแล้วให้ระแวงและทบทวนเสมอ
25. เจ้ามือที่แท้จริงคือ "ผลประกอบการ" (เครดิต พี่โจ ลูกอิสาน)
26. ราคาเป้าหมายต้องหาให้เป็น แต่อย่ายึดติดตัวเลข ถ้าหุ้นขึ้นมาเร็วใกล้เป้าหมายแล้วหมดแรง ต้องขายให้เป็น ในตลาดมีหุ้นอีกมากมายที่ราคายังห่างไกลเป้าหมายมากกว่า
27. ไม่ต้องพยายามซื้อที่จุดต่ำสุด ขายที่จุดสูงสุด พอใจในกำไรหรือขาดทุนที่ได้จากการทำตามแผนเสมอ
28. เมื่อพบหุ้นที่มีพื้นฐานดี upside เยอะ เคาะขวาทันที ไม่ต้องรอเกี่ยงราคาไม่กี่ช่อง
29. อย่าถือหุ้นจำนวนหลายตัวจน มากเกินไปจนไม่สามารถดู วิเคราะห์ และติดตามธุรกิจ ได้ครบทุกบริษัท
30. หลีกเลี่ยงลงทุนในหุ้นพิมพ์นิยมที่ใครๆก็พูดถึง ใครๆก็มีกัน 

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กรประเมินมูลค่าบริษัทประกันชีวิต ตอนที่ 3


เป็นที่เข้าใจตรงกันในบรรดานักลงทุนหรือนักวิเคราะห์ว่าการประเมินมูลค่าของบริษัทหรือมูลค่าหุ้นให้ตรงตามหลักวิชาการนั้นคือการใช้ DCF model แต่หลังจากที่เขาเหล่านั้นมีความเข้าใจในการคำนวณแบบ DCF เซียนหุ้นหลายๆท่านก็เลือกที่จะใช้ค่าพีอีในการประเมินมูลค่าหุ้นมากกว่า เพราะ DCF นั้นคำนวณยากและมีสมมุติฐานมากมายที่ต้องใช้ ซึ่งสมมติฐานเหล่านี้เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้มูลค่าหุ้นที่คำนวณมาได้แตกต่างกันมาก คนสองคนไม่มีทางที่จะประเมินออกมาได้ค่าเท่ากัน แต่ถึงอย่างไรความเข้าใจใน DCF ก็ช่วยให้เราสามารถประมาณการณ์พีอีที่เหมาะสมในแต่ละธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เช่นธุรกิจที่มีกำไรสม่ำเสมอคาดการณ์ได้ก็ควรจะมีพีอีที่สูงกว่าธุรกิจที่คาดการณ์ยาก หรือไม่สม่ำเสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประเมินมูลค่าของบริษัทประกันชีวิตเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับพวกเรานักลงทุน ยิ่งกำไรที่ผันผวนด้วยแล้วทำให้การใช้ พีอีเรโชว์ ดูเป็นเรื่องไม่ค่อยเข้าท่า และหากจะประเมินโดยหลักคณิตศาสตร์ คือประเมินจาก EV VNB ยิ่งเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า เพราะค่า EV VNB นั้นตัวแปรเยอะยิ่งกว่า DCF ของธุรกิจทั่วไป และหากเราไปอ้างอิงจากการประเมิน EV ที่บริษัทประกาศออกมาโดยไม่มีความเข้าใจวิธีการคำนวณและสมมติฐานอย่างถ่องแท้ จะยิ่งเป็นอันตรายในการลงทุน ที่ผ่านมา BLA เคยเปลี่ยนบริษัทที่มาประเมิน ทำให้ค่า EV ในปีเดียวกันนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ดังนั้นตัวเลข EV ที่ประกาศออกมานั้นสามารถปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้ตามใจผู้บริหารด้วยการให้สมมติฐานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เราไม่ควรยึดติดกับค่า EV VNB ที่ประกาศมากจนเกินไป แค่ใช้ดูคร่าวๆก็พอได้

วิธีการหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นวิธีที่ง่าย เข้าใจได้ โอกาสผิดพลาดค่อนข้างน้อยในการดูความถูกแพงของหุ้น แต่อาจจะไม่ตรงตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ไม่ตรงตามหลักวิชาการ แต่อาจจะเหมาะกับนักลงทุนอย่างเราๆ นั่นก็คือ SKM (ขำๆนะครับ ย่อมาจาก Skyforever's Valuation Method 555) วิธีนี้ก็คือการใช้พีอีนั่นเอง แต่ก่อนจะใช้พีอี จะต้อง normalize ตัวกำไรก่อน ซึ่งผมมีหลักคิดง่ายๆอย่างนี้นะครับสำหรับ BLA
1. โดยเฉลี่ย BLA มีผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 5%
2. กรมธรรม์ของ BLA ที่จำหน่ายออกไปแล้วและยังไม่หมดอายุส่วนใหญ่เป็นแบบออมทรัพย์ที่มีทั้งให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือกรมธรรม์ 3.xx% และ 2.xx% และส่วนน้อยที่เน้นความคุ้มครองซึ่งค่าเคลมคงประมาณ 1.xx% และเมื่อพิจารณาถึงค่าคอม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ผมประมาณว่าต้นทุนทางการเงินคงจะประมาณ 3.0% (best case 2.5% , worst case 3.5%)
3. เงินลงทุนของ BLA จากงบไตรมาส 1 อยู่ที่ประมาณ 1.86 แสนล้านบาท
4. หนี้สินของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 1.73 แสนล้านบาท

กรณีปกติ
กำไรต่อปีของ BLA โดยเฉลี่ย = (186,000 x 5%) - (173,000 x 3%) = 4,110 ล้านบาท
กรณี Best case
กำไรต่อปีของ BLA โดยเฉลี่ย = (186,000 x 5%) - (173,000 x 2.5%) = 4,975 ล้านบาท
กรณี Worst case
กำไรต่อปีของ BLA โดยเฉลี่ย = (186,000 x 5%) - (173,000 x 3.5%) = 3,245 ล้านบาท

หลังจากได้ตัวเลขกำไรต่อปีมาแล้ว เราอยากจะให้พีอีเท่าไรก็เอาไปคูณตัวเลขกำไรเลย จะได้ตัวเลข market cap ที่เหมาะสม จะให้พีอี 15 เท่า หรือ 20 เท่า หรือ 25 เท่า ก็แล้วแต่เลยครับ

ให้ดูเป็นไอเดียประกอบการตัดสินใจลงทุนนะครับ ถ้ารู้สึกว่าสมมติฐานไหนไม่เหมาะสมก็ปรับเปลี่ยนตัวเลขได้ตามใจเลยครับ ^^

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แจ้งกำหนดการออกรายการวีไอสายดำ moneytalk และเจาะแก่นวีไอ

ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสเป็นแขกรับเชิญไปให้สัมภาษณ์ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตการลงทุน และธุรกิจประกันชีวิตออกรายการ 3 รายการ คือ รายการวีไอสายดำ รายการ moneytalk และ รายการเจาะแก่นวีไอ ผมจึงถือโอกาสมาแชร์ไว้นะครับ

รายการวีไอสายดำออกอากาศไปแล้ววันที่ 30 มิถุนายน เวลา 17.30-18.00 น. ซึ่งสามารถหาดูย้อนหลังได้ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้นะครับ

http://m.youtube.com/#/watch?v=v1cDxL7DRA8&desktop_uri=%2Fwatch%3Fv%3Dv1cDxL7DRA8

http://www.bangkokbiznews.com/kttv/vdo/514526/

ส่วน money talk จะออกอากาศทาง tnn2 เวลา 22.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคม และจะออกอากาศซ้ำอีกครั้งในเวลา 8.30 วันถัดไป ซึ่งผมจะนำลิงค์ดูย้อนหลังมาลงไว้หลังจากผ่านเวลาออกอากาศไปแล้วนะครับ
ส่วน เจาะแก่นวีไอนั้น คาดว่าจะออกอากาศได้ประมาณสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนกรกฎาคมนี้นะครับ แล้วผมจะเข้ามาอัพเดทอีกครั้งครับ

ผมหวังว่าบทเรียนที่ผมเคยได้รับมาจะเป็นประโยชน์กับทุกๆท่านที่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ หรือดูรายการสัมภาษณ์ผม และจะทำให้ทุกๆท่านได้ก้าวเดินไปในโลกของการออมการลงทุนอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกๆ เหมือนการติดกระดุม หากคิดผิดตั้งแต่เม็ดแรก เม็ดต่อๆไปก็จะผิดตามๆกัน เราจึงควรระมัดระวังและติดกระดุมให้ถูกตั้งแต่แรก

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

หนังสือเล่มแรกของผม

คลอดจนได้กับเวลา 2 ปีกว่าๆในการเขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิต

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เจาะลึกในการวิเคราะห์หุ้น แต่เป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตของผมเอง เพื่อสอดแทรกบอกถึงวิธีที่คนจนๆ คนทำงานกินเงินเดือนน้อยๆ คนธรรมดาๆทั่วไป สามารถที่จะเก็บออมเงินและนำไปลงทุนในรูปแบบต่างๆให้มีเงินล้านขึ้นมาได้

เงินล้านนั้นสำหรับหลายๆคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นจำนวนที่เล็กน้อยมาก หาได้ง่ายๆ แต่กับอีกหลายๆคนในโลกนี้ ในประเทศไทย เป็นเรื่องที่ยาก และเป็นไปไม่ได้เลยในความคิดของเขา ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเพราะในอดีตผมก็เคยคิดว่าเงินล้านเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผม

สิ่งที่ยากที่สุดสิ่งแรกคือ ทำอย่างไรเราจึงจะมีความเชื่อ มีความศรัทธาว่าเราสามารถมีเงินล้านได้จริง ซึ่งผมหวังว่าหนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตจริงของผมเล่มนี้จะมีส่วนช่วยเปลี่ยนทัศนคติความเชื่อของบางคนให้กลับมามุ่งมั่นและประสบความสำเร็จในชีวิตได้

ตอนนี้หนังสือน่าจะอยู่ระหว่างการจัดพิมพ์และจัดส่งไปตามแผงหนังสือต่างๆทั่วประเทศนะครับ อาจจะต้องรออีกระยะหนึ่งจึงจะสามารถหาซื้อได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ
http://www.thinkbeyondbook.com/node/867

รูปภาพ : ช่วยกันอุดหนุนด้วยนะครับ วางแผงตามร้านหนังสือทั่วไปรวมทั้งซีเอ็ดเร็วๆนี้ (^_^)

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

ผู้ชนะในตลาดหุ้น


               ช่วงนี้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2555 ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นถึง 36% คือเพิ่มขึ้นจาก 1025.32 จุดในสิ้นปี 2554 มาเป็น 1391.93 จุดในสิ้นปี 2555 และในเดือนมกราคม 2556 เพียงเดือนเดียวนี้ดัชนีก็ปรับขึ้นมาประมาณ 100 จุดหรือประมาณ 7% แล้ว

                การที่ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมามากในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้ทำให้มีคนจำนวนมากที่ไม่เคยเล่นหุ้นมาก่อนเริ่มสนใจ และสมัครเปิดบัญชีเพื่อเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นเพราะเห็นว่าหาเงินง่าย ลงทุนตัวไหนก็มีกำไรเกือบทั้งนั้น หลายๆคนซื้อหุ้นโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทที่เขาเข้าไปซื้อหุ้นนั้นมีชื่อจริงว่าอะไร ในช่วงเวลาเช่นนี้มีเซียนใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย คนที่เพิ่งเข้ามาเล่นหุ้นเพียงไม่กี่เดือนหรือแค่ปีสองปีจำนวนมากมีความมั่นใจในตัวเองและมองว่าแนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ต้องลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดีและราคายังไม่แพงนั้นเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว พวกเขาเฝ้ามองจอหุ้นทุกวันเพื่อมองหาหุ้นที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในเวลาที่รวดเร็วและเข้าไปร่วมวงด้วย ในภาวะเช่นนี้นักลงทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีแต่ราคาไม่หวือหวาจำนวนมากเริ่มเกิดความลังเล และฟุ้งซ่าน พวกเขาถูกทดสอบด้วยความโลภและกิเลสของตัวเอง และบางครั้งอาจจะเผลอใจเข้าไปร่วมวงซื้อหุ้นตามกระแส ซึ่งในช่วงเวลาแบบนี้หุ้นตามกระแสย่อมสร้างผลกำไรให้จำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อลองซื้อครั้งหนึ่งแล้วพบว่ามีกำไรดีก็อาจจะทำให้ติดใจและมีครั้งที่สองครั้งที่สามต่อไป
             
               การที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าเข้าไปเล่นเก็งกำไรแล้วได้กำไรนั้นดูผิวเผินแล้วน่าจะเป็นเรื่องดีเพราะมีกำไร ไม่ได้ขาดทุน แต่ในระยะยาวแล้วถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะการเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้นนอกจากต้องมีความรู้แล้วยังต้องสั่งสมประสบการณ์ในแนวทางที่ถูกต้อง มีวินัยในการลงทุนในแนวทางที่ถูกต้องอยู่เสมอ การที่เขาเหล่านั้นมีประสบการณ์ในการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรแล้วได้กำไรหลายๆครั้งเข้าจะทำให้เขาเรียนรู้และสั่งสมแนวคิดที่ไม่ถูกต้องเข้ามาโดยไม่รู้ตัว และในที่สุดเขาจะไม่สามารถทำตามแนวทางของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้จนถึงที่สุด จงจำไว้ว่เมื่อเราทำผิด การโดนลงโทษย่อมดีกว่าการได้รับรางวัล เพราะบทลงโทษจะทำให้เราเรียนรู้ปรับปรุง แต่รางวัลจะทำให้เราหลงผิดไป

               การเก็งกำไรนั้นถึงแม้ว่าจะทำให้ร่ำรวยได้ แต่ก็เป็นระยะเวลาสั้นๆ เราอาจจะร่ำรวยขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน ในขณะเดียวกันการเก็งกำไรก็ทำให้คนที่ร่ำรวยแล้วหมดตัวได้ภายในไม่กี่วันเช่นกัน มีนักเก็งกำไรระดับโลกหลายคนที่ในช่วงชีวิตหนึ่งนั้นร่ำรวยขึ้นมาและกลับไปหมดตัวอยู่หลายรอบ จนถึงบั้นปลายชีวิตก็หมดตัวอีกครั้งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ และตลอดชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความเครียดและความทุกข์ ในช่วงนี้การเก็งกำไรอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้น แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นชัยชนะที่ไม่ยั่งยืน ต่างกับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่อาจจะไม่ร่ำรวยเร็วมาก แต่ก็จะมั่นใจได้แน่นอนว่าในหลายๆปีข้างหน้าจะร่ำรวยอย่างมั่นคงแน่นอน ในบั้นปลายชีวิตนักลงทุนนั้นเราสามารถมั่นใจได้ว่าเราจะเป็นผู้ชนะ ดังนั้นหากเราเลือกที่จะลงทุนตามแนวปัจจัยพื้นฐานให้ประสบความสำเร็จแล้ว เราก็จำเป็นต้องมีความอดทน และรู้จักควบคุมจิตใจตนเองไม่ให้หลงไปกับราคาหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวาล่อตาล่อใจของเรา เรื่องความรู้และแนวทางการลงทุนนั้นซื้อหนังสือมาศึกษาหาอ่านได้ไม่ยาก แต่การฝึกฝนจิตใจของเราให้เข้มแข็งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์

               สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จในระดับโลกมีเหมือนๆกันคือ เขาเหล่านั้นอยู่เหนืออารมณ์ของตลาด และอาศัยอารมณ์ของตลาดเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์ การคาดการณ์ตลาดว่าจะขึ้นหรือจะลง หรือวิจารณ์ว่าตลาดสูงไปแล้วหรือต่ำไปแล้วไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนที่ฉลาดเลือกทำ ไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าได้ ไม่มีใครคาดการณ์ได้แม่นยำจริงแม้กระทั่งนักลงทุนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก หากเรามองไปรอบตัวแล้วว่าธุรกิจหรือบริษัทที่เราลงทุนอยู่นั้นยังดำเนินกิจการไปได้ดีอยู่ก็จงลงทุนต่อไป อย่าได้หวั่นไหวกับสภาวะตลาด ในทางตรงกันข้ามหากธุรกิจเหล่านั้นไม่น่าประทับใจ ก็จงอย่าได้ลงทุนกับบริษัทนั้นต่อไป จงพิจาณาถึงตัวกิจการ อย่าได้ตัดสินด้วยราคาหุ้น หรือสภาวะตลาดหุ้น

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หุ้นที่ยากเกินไป

คำว่า "ยากเกินไป" คำๆนี้เป็นคำพูดที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆจากบรรดานักลงทุนที่พูดถึงหุ้นบางตัว ที่เขาไม่ค่อยเข้าใจ บรรดานักลงทุนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่น่านับถือหลายๆคนก็มักจะคอยย้ำเตือน ให้นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ลงทุนในหุ้นที่เข้าใจง่าย และหนึ่งในคำพูดที่นิยมใช้เป็นข้อเตือนใจกันคือ "อย่าโลภเกินความรู้" เพราะการที่เราโลภและไปซื้อหุ้นที่เราไม่ค่อยเข้าใจจะทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดและขาดทุนสูง

คำว่า "ยากเกินไป" แม้จะเขียนได้แบบเดียว อ่านได้แบบเดียว แต่ความหมายและการตีความสำหรับแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งจากประสบการณ์ของผม พบว่าคนจำนวนมากมักจะตีความหุ้นใดหุ้นหนึ่งว่าเป็น "หุ้นที่ยากเกินไป" สำหรับเขาก็ต่อเมื่อเขาพบว่าหุ้นเหล่านั้นเป็นหุ้นในกิจการที่ไม่ค่อยคุ้น เคย รูปแบบการทำธุรกิจเข้าใจได้ยากต้องใช้เวลาในการศึกษามากกว่าปกติ การคิดหากำไรในอนาคตต้องใช้การคำนวณซับซ้อนกว่าปกติ การประเมินมูลค่าของบริษัทยากและใช้สูตรมากมาย ธุรกิจอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หรือกฎหมายบางอย่างที่พิเศษกว่าธุรกิจอื่นซึ่งต้อง ใช้เวลาในการศึกษากฎเกณฑ์เหล่านั้น

แต่ สำหรับผมแล้ว คำว่า "ยากเกินไป" คงไม่ได้หมายถึงความยากในการทำความเข้าใจธุรกิจ หรือความยากในการประเมินมูลค่าหุ้น เพราะผมเชื่อว่า ไม่ว่าธุรกิจนั้นๆจะเข้าใจยากแค่ไหน ประเมินยากเพียงไร หากเราตั้งใจศึกษาจริงๆ เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในที่สุด แต่คำว่า "ยากเกินไป" สำหรับผมแล้ว น่าจะหมายถึงความยากในการคาดการณ์อนาคตของกิจการ" มากกว่า

ในชีวิตจริงหากเราได้ลงไปศึกษาในรายละเอียดของหุ้น อย่างจริงๆจังๆจนมีความเข้าใจในตัวธุรกิจ เราจะสามารถแยกหุ้นเหล่านั้นได้เป็น 3 แบบ คือ หุ้นกลุ่มแรกเป็นหุ้นที่มั่นใจว่ากิจการในอนาคตจะเติบโตดี หุ้นกลุ่มที่สองเป็นหุ้นที่มั่นใจว่ากิจการในอนาคตจะไม่เติบโต(เติบโตน้อยๆ หรืออาจจะถดถอยลง) และหุ้นกลุ่มที่สามเป็นหุ้นที่ไม่สามารถบอกอนาคตได้ อนาคตมีความไม่แน่นอนสูงคาดการณ์ยาก ซึ่งการคาดการณ์ยากนี้ไม่ใช่ว่ายากในการทำความเข้าใจธุรกิจ แต่เป็นเพราะธรรมชาติของกิจการนั้นมีความไม่แน่ไม่นอนสูงมาก เช่นธุรกิจรับเหมาที่ต้องลุ้นผลการประมูลงาน เป็นต้น และในบรรดาหุ้นทั้ง 3 แบบนี้เราคงจะอยากลงทุนในหุ้นแบบแรกมากที่สุด เพราะเราคงจะอยากลงทุนในกิจการที่อนาคตมีความแน่นอนสูง สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเติบโตดีต่อไปในอนาคต

ดัง นั้นหากเราจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในบริษัทที่อนาคตมีความไม่แน่ไม่นอนสูง ด้วยเหตุผลว่า "ยากเกินไป" ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่หากเราหลีกเลี่ยงลงทุนในบางบริษัทที่ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทในการศึกษา มากกว่าปกติ โดยให้เหตุผลว่า "ยากเกินไป" ก็อาจจะทำให้เราพลาดการลงทุนในบริษัทที่มีอนาคตที่ดีได้

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มูลค่าของบริษัทประกันชีวิต ตอนที่ 2 (Embedded Value)

เนื่องจากคณิตศาสตร์ประกันภัย และการคำนวณแบบ DCF หรือหา EV เป็นเรื่องที่เข้าใจค่อนข้างยากโดยเฉพาะคนที่เพิ่งศึกษาใหม่ๆ ที่ผ่านๆมาผมจึงพยายามที่จะอธิบายแบบง่ายๆโดยเหมาว่ามูลค่า EV เพิ่มขึ้นทุกๆปีตาม Discount rate ที่ 10%

แต่ถ้าจะลงในรายละเอียด ก็มีการคำนวณ EV ในหลากหลายวิธี แต่ก็มีแนวคิดคล้ายๆกัน ซึ่งที่ PWC คำนวณ EV ให้ BLA น่าจะเป็นแบบ Traditional EV ซึ่งมีสูตรคือ

Embedded Value (EV) = Adjusted Net Worth (ANW) + VIF (Value of inforce)
(บางตำราจะแตก Solvency Margin หรือเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ออกจาก VIF)

เนื่อง จากการขายประกันชีวิตแต่ละกรมธรรม์มีผลผูกพันให้เกิดเบี้ยรับต่อเนื่องไป หลายปี ส่งผลให้เกิดกำไรต่อเนื่องไปหลายปี ดังนั้นการดูแต่กำไรที่เกิดขึ้นในแต่ละปีนั้นไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงของ บริษัท และไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง จึงมีการคิดวิธีการหามูลค่าของบริษัทประกันชีวิตที่เรียกว่า EV ซึ่ง EV คือมูลค่าทั้งหมดของบริษัทประกันชีวิต บนสมมติฐาน ในกรณีของ BLA คือ ROI = 5% และ Discount rate = 10% โดย EV ประกอบไปด้วย 2 ส่วนตามสูตร

ส่วน แรกคือ VIF ซึ่งเป็นการหามูลค่าจากการคาดการณ์กำไรในอนาคตของกรมธรรม์ที่มีอยู่แล้วคิด ลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน (ไม่รวมกรมธรรม์ใหม่ที่จะขายออกไปในอนาคต) ซึ่งในการคิดคำนวณแบบเดียวกันนี้สำหรับกรมธรรม์ใหม่เราจะเรียกว่า VNB (Value of one year new business) โดยหลักๆแล้วในแต่ละปี ค่า VIF นี้จะเพิ่มขึ้นและลดลงตามปัจจัยดังนี้
1. VIF จะมีการปรับเพิ่มขึ้นปีละ 10% ตาม Discount rate
2. VIF จะลดลงจากการเกิดกำไรขึ้นจริงๆเมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละปี (กำไรย้ายไปอยู่กับ ANW)
3. VIF จะเพิ่มขึ้นจากส่วนของ VNB ที่เข้ามารวม ซึ่งเป็นกรมธรรม์ใหม่ๆที่ขายออกไปได้ในแต่ละปี

หรือสรุปแบบหยาบๆก็คือ VIF(Y11) = VIF(Y10)x1.10 - Earning(Y11) + VNB(Y11)

ส่วน ANW คือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิโดยพิจารณาจากราคาตลาดของสินทรัพย์ลบด้วยหนี้สิน ซึ่งส่วนนี้จะมีมูลค่าไปในทางเดียวกับ Book Value ของบริษัทนั่นเอง ซึ่งในแต่ละปี มูลค่าของ ANW จะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยหลักๆดังนี้
1. เพิ่มขึ้นจากการย้ายกำไรที่คำนวณไว้จาก VIF ที่ผ่านไปในแต่ละปี
2. เพิ่มขึ้นจากความแตกต่างระหว่างกำไรที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเลขที่คำนวณไว้ตามข้อ 1
3. กำไรจากการนำสินทรัพย์สุทธิหรือ ANW ของปีก่อนไปลงทุน (ในที่นี้ประมาณ ROI = 5%)
4. มูลค่าลดลงเนื่องจากกรมธรรม์ใหม่ เช่นค่าสำรอง ค่าคอม ค่าใช้จ่ายต่างๆของกรมธรรม์ใหม่

ด้านล่างเป็นตัวอย่างเบี้ยรับ กำไร และการคำนวณ EV, VIF, ANW ของกรมธรรม์หนึ่งโดยคิด ROI ที่ 5% และ Discount rate ที่ 15%
Attachment:
Example of EV Cal.png


จากตารางข้างบนพอจะให้เห็นภาพได้คร่าวๆว่า ถึงแม้จะมีการขายกรมธรรม์ออกไปเพียงกรมธรรม์เดียว ในปีแรก EV มีมูลค่า 497 หลังจากนั้นก็ไม่มีการขายกรมธรรม์ใหม่อีกเลย มีแต่รับเบี้ยต่อที่ส่งมาต่อเนื่องในปีหลังๆด้วยจำนวนที่ลดลง แต่จะพบว่า EV ยังคงมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่ลดลงเรื่อยๆ และจนถึงปีที่สิ้นสุดกรมธรรม์ปีที่10 EV ก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา 2-3 เท่าโดยที่ไม่ได้ขายกรมธรรม์ใหม่เลย

ด้านล่างเป็น Presentation ของ BLA ในการคำนวณ EV และ VNB สำหรับอ้างอิงครับ
ถ้า ดูดีๆตัวเลข EV ของปี 53 โตจากปี 52 มากกว่าที่ควรจะเป็น แสดงว่าสมมติฐานในการคำนวณของ BLA นั้นค่อนข้าง Conservative มากเช่น ROI ที่คำนวณนั้นต่ำกว่าที่ทำได้จริง หรือมีการยกเลิกกรมธรรม์แล้วทำให้ BLA กำไรจากการจ่ายเวนคืนน้อยลงเยอะ หรือภาษีที่เสียจริงต่ำกว่าสมมติฐานที่ทำไว้ (BLA ตั้งสมมติฐานภาษีที่ 25% ในปี 2011-2012 และเพิ่มเป็น 30% ในปี 2013 เป็นต้นไป) ทำให้มูลค่าที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คำนวณไว้ในปีก่อนหน้า
http://www.bla.co.th/blasite/images/ima ... 300310.pdf
Attachment:
EV1.png

Attachment:
EV2.png

Attachment:
EV3.png

Attachment:
EV4.png

Attachment:
EV5.png

Attachment:
EV6.png

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

นิทานบริษัทประกัน

เร็วๆนี้มีกรณีของบริษัทประกันภัยต่อที่มีการเพิ่ม ทุน คาดว่าคงเป็นผลมาจากกรณีน้ำท่วมและสร้างความเสียหายให้กับบริษัทจนอาจจะไม่ มีเงินทุนเพียงพอสำหรับเงินชดเชย ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ทุกอย่างคลุมเครือมีคนเข้ามาวิเคราะห์กันจำนวนมาก ต่างคาดการณ์กันต่างๆนานา มีคนใหม่ๆหลายๆคนกระโดดเข้าไปลงทุนเนื่องจากเห็นว่าราคาลดลงเยอะโดยที่ยัง ไม่เข้าใจความเสี่ยง หลงคิดว่า Excess of Loss Protection จะทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ไม่เข้าใจหลักการของบริษัทประกันเพียงพอส่งผลให้พอร์ตลงทุนเสียหายได้ ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ความเชียวชาญเลย แต่คิดว่าพอจะมองภาพกว้างๆได้และอยากจะเขียนเป็นนิทานสื่อให้คนที่ยังไม่มี ความรู้เลยได้เข้าใจดังนิทานต่อไปนี้ครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลชื่อว่าหมู่บ้าน A มีจำนวนบ้านอยู่ 1000 หลัง ในทุกๆสิ้นปีจะมีบ้านสร้างใหม่ 10 หลังและจะมีบ้านที่พังไปเนื่องจากภัยพิบัติ 10 หลังตอนสิ้นปี ดังนั้นไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนจำนวนบ้านในหมู่บ้านนี้ก็ยังคงมี 1000 หลังเท่าเดิม โดยที่บ้านแต่ละหลังนั้นมีมูลค่าเท่ากันหมดคือหลังละ 1 ล้านบาท ดังนั้นหากบ้านใครพังไปจากภัยพิบัตินั่นหมายความว่าเขาจะสูญเสียเงินไป 1 ล้านบาททันที และนั่นเป็นสิ่งที่คนในหมู่บ้านกลัวกันมาก และต้องคอยลุ้นทุกปีไม่ให้บ้านที่พังในแต่ละปีนั้นเป็นบ้านของตัวเอง

มี อยู่วันหนึ่งมีนักธุรกิจหัวใส มองเห็นว่าทุกคนในหมู่บ้านต่างกลัวบ้านจะพังและสูญเสียเงินไป 1 ล้านบาท จึงนำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณและพบว่า อัตราจำนวนบ้านที่พังเทียบกับบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านนั้นอยู่ที่ 1% ต่อปี เขาจึงป่าวประกาศไปว่าเขายินดีจะจ่ายเงินให้กับเจ้าของบ้านที่พังจำนวนเต็ม 1 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขว่าบ้านที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้จะต้องจ่ายเงินให้เขาปีละ 2 หมื่นบาทในต้นปีเพื่อให้ได้รับการรับประกันไปตลอดทั้งปีนั้น เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนี้ต่างดีใจว่าเขาจ่ายเงินเพียงปีละ 2 หมื่นบาทก็สามารถประกันความปลอดภัยของบ้านเขาที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านบาทจึงแห่กันไปเข้าโครงการนี้ทั้งหมดทุกหลังในหมู่บ้าน

นอกจาก ชาวบ้านจะได้ประโยชน์ ได้ความสบายใจ และมีความมั่นคงมากขึ้นแล้ว นักธุรกิจคนนี้ก็ได้ประโยชน์มากเช่นกัน คือทุกๆต้นปีเขาจะได้รับเงินจากบ้าน 1000 หลัง หลังละ 2 หมื่นบาท รวมแล้วเป็นเงิน 20 ล้านบาท หลังจากนั้นเขาก็เอาเงินนี้ไปลงทุนได้เงินผลตอบแทน 7% ต่อปี ทำให้เงินงอกเงยเป็น 21.4 ล้านบาทในปลายปีแรก และเมื่อบ้านพังไป 10 หลังในปลายปีเขาก็จะจ่ายเงินไป 10 ล้านบาท รวมแล้วเขาจะมีเงินกำไรถึง 11.4 ล้านบาท ในปีแรก และทำเช่นนี้จนมีเงินมากขึ้นทุกๆปีไป

นักธุรกิจคน เดิมนี้เริ่มต้องการขยายธุรกิจจึงไปสำรวจหมู่บ้าน B ซึ่งอยู่ข้างเคียงกัน หมู่บ้านนี้มีจำนวนบ้านอยู่ 1000 หลังเท่ากัน มีบ้านสร้างใหม่และบ้านพังปีละ 10 หลังเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างคือ บ้านแต่ละหลังมีราคาไม่เท่ากัน คือมีบ้านราคาแพงอยู่ 100 หลังที่มีมูลค่าถึงหลังละ 10 ล้านบาท และอีก 900 หลังมีมูลค่าเพียงหลังละ 1 ล้านบาท ซึ่งหากนักธุรกิจคนนี้เก็บเงินหลังละ 2% ของราคาบ้านเหมือนหมู่บ้าน A จะทำให้ได้เงินจากบ้าน 900 หลัง หลังละ 2 หมื่นบาท และอีก 100 หลัง หลังละ 2 แสนบาท เป็นเงินรวม 18+20 = 38 ล้านบาทต่อปี

แต่นักธุรกิจคิดได้ว่าหากเก็บเงินแบบนี้อาจจะไม่ ปลอดภัยพอ เพราะหากปีไหนบ้านที่พังทั้ง 10 หลังเป็นบ้านราคาแพงที่มีมูลค่า 10 ล้านบาท จะทำให้เขาต้องจ่ายเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเขาคงไม่มีเงินจ่ายชดเชยบ้านที่พัง ดังนั้นเขาจึงคิดวิธีการที่เรียกว่า Excess of Loss Protection โดยการติดต่อเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่รวยกว่าเขามาก ชื่อนายต่อ และขอให้นายต่อช่วยรับประกันบ้านที่ราคาแพงจำนวน 10 หลังในหมู่บ้าน B ให้หน่อย แต่มีเงื่อนไขว่านายต่อจะจ่ายชดเชยให้เฉพาะส่วนที่เกินจาก 1 ล้านบาทเท่านั้น นั่นคือถ้าวันไหนบ้านเหล่านี้พังลง นักธุรกิจคนนี้จ่ายเพียง 1 ล้านบาท แต่นายต่อจ่าย 9 ล้านบาท ทั้งนี้นักธุรกิจคนนี้ยอมแบ่งเงินที่ได้รับมาจากบ้านเหล่านี้ให้นายต่อจาก เงินที่รับมาทั้งหมดหลังละ 2 แสนบาท เขาเก็บไว้เอง 2 หมื่นบาท และส่งเงินให้นายต่อ 1.8 แสนบาท นั่นเท่ากับว่านักธุรกิจคนนี้รับความรับผิดชอบไว้เพียงหลังละ 1 ล้านบาทในบ้านทุกหลังเหมือนกันกับหมู่บ้าน A

หลังจากที่ประสบความ สำเร็จจากหมู่บ้าน A และ B นักธุรกิจคนนี้จึงเดินทางไปหมู่บ้าน C หมู่บ้าน C นี้เหมือนกับหมู่บ้าน B ทุกอย่างยกเว้นเสียแต่ว่าหมู่บ้าน C นั้นจำนวนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแต่ละปีไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าเมื่อดูข้อมูลในอดีตตลอด 100 ปีที่ผ่านมาแล้วพบว่าจำนวนบ้านพังเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 หลังต่อปีเท่ากับหมู่บ้าน A และ B แต่ว่าบางปีก็ไม่มีบ้านพังเลย และในปีที่บ้านพังมากที่สุดก็มีบ้านพังถึง 100 หลังซึ่งในปีนั้นมีมหันตภัยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอย่างรุนแรง

นักธุรกิจ คนนี้จึงคำนวณว่าหากเกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่เลวร้ายที่สุดแล้วบ้านพัง 100 หลังจริงเขาจะต้องชดเชยเป็นเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเขาเก็บเงินได้แค่ปีละ 20 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเขามองว่าเป็นความเสี่ยงอันเนื่องมาจากมหันตภัย ซึ่งเขาก็รู้ว่ามหันตภัยนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นบ่อย เขาจึงเลือกที่จะขึ้นราคาจากเดิมบ้านหลังละ 1 ล้านบาทจะต้องจ่าย 2 หมื่นบาทเป็น ต้องจ่ายหลังละ 1 แสนบาท ดังนั้นในปีหนึ่งๆเขาจะเก็บเบี้ยได้ปีละ 100 ล้านบาท และในยามปกติเขาก็จะกำไรมากมายมหาศาล แต่ในปีที่เกิดมหันตภัยเขาก็ไม่น่าจะขาดทุน คิดได้ดังนี้เขาจึงป่าวประกาศไปและมีคนมาทำประกันบ้านกับเขาทุกหลังในหมู่ บ้าน C

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีนักธุรกิจคนนี้ร่ำรวยมีเงินมากกว่า 500 ล้านบาท เป็นเงินกองทุนสำหรับบริษัทประกันภัยของเขา แต่ในคืนหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มีน้ำท่วมทะลักมาจากภูเขาเข้าท่วมทั้งหมู่บ้านของหมู่บ้าน C ทำให้บ้านทุกหลังพังพินาศไม่เหลือ และผู้คนต่างมาขอเงินชดเชยจากนักธุรกิจคนนี้ รวมแล้วเงินชดเชยที่ต้องจ่ายให้บ้านจำนวน 1000 หลังมีมูลค่า 1000 ล้านบท ดังนั้นเงินจึงไม่เพียงพอจ่ายและทำให้นักธุรกิจคนนี้ล้มละลาย

ธุรกิจ ประกันไม่ว่าจะประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัย ล้วนแล้วแต่ใช้ข้อมูลสถิติในอดีตมาคำนวณความน่าจะเป็นเพื่อคาดการณ์แนวโน้ม และกำหนดเบี้ยประกันทั้งนั้น เบี้ยประกันนั้นได้บวกเผื่อความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ไม่คาดคิดในระดับหนึ่ง ไว้แล้วแต่ไม่ทั้งหมด ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็จะทำให้ตัว เลขเงินสำรองทั้งหลายไม่เพียงพอในการจ่ายค่าชดเชยได้ และนี่ก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ต้องเข้าใจของคนที่ลงทุนในธุรกิจนี้

คุณ มองธุรกิจประกันภัยอย่างไร ในอนาคตมีแนวโน้มที่ทรัพย์สินจะเสียหาย ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วๆไปและความเสียหายจากภัยพิบัติต่างๆมากขึ้น หรือน้อยลง แนวโน้มระยะยาวเป็นอย่างไร
คุณมองธุรกิจประกันชีวิตกันอย่าง ไร ในอนาคตข้างหน้ามีแนวโน้มที่คนจะตายกันมากขึ้นหรือน้อยลง ทั้งจากการตายปกติและจากการตายเนื่องด้วยภัยพิบัติต่างๆ แนวโน้มระยะยาวเป็นอย่างไร

ความเสี่ยงของธุรกิจประกันวินาศภัยที่จะ ล้มลงจะเกิดขึ้นเมื่อจำนวนทรัพย์สินที่เสียหายมีสัดส่วนที่มากเทียบกับจำนวน ทรัพย์สินที่รับประกันทั้งหมด (มูลค่าของทรัพย์สินเป็นเรื่องรองเพราะมีระบบ Excess of Loss Protection) ส่วนความเสี่ยงธุรกิจประกันชีวิตก็คือจำนวนคนเอากรมธรรม์ที่เสียชีวิตมีสัด ส่วนที่มากเมื่อเทียบกับจำนวนคนทำประกันทั้งหมด โอกาสในการเกิดเหตุไม่คาดคิดในแต่ละความเสี่ยงนั้นมากน้อยอย่างไรก็คงแล้ว แต่การประเมินของแต่ละคน ถ้าคิดว่ามีโอกาสมากก็ไม่ควรจะลงทุน แต่ถ้าคิดว่าแทบจะไม่มีโอกาสเกิดได้ก็อาจจะเลือกลงทุน หรือไปลงทุนแต่ในธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยงจากมหันตภัยเลย
ซึ่งถ้ามอง จริงๆแล้วทุกธุรกิจมีความเสี่ยงทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่จากมหันตภัยก็จากอย่างอื่น เช่นจากอัตราแลกเปลี่ยน จากราคาวัตถุดิบ และอื่นๆ เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ถ้าเรามองว่ามากก็ไม่ต้องลงทุน ถ้าเรามองว่าน้อยก็ลงทุนไป

ถ้าคุณลงทุนในบริษัทประกันโดยที่ยังไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงเหล่านี้อยู่แสดงว่าคุณกำลังเข้าสู่สนามรบที่คุณมองไม่เห็นตัวศัตรู

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

มูลค่าของบริษัทประกันชีวิต

เนื่องจากเมื่อวานมีคนถามคำถามเกี่ยวกับธุรกิจประกันชีวิตในเวปบอร์ด Thaivi.org ในห้อง BLA ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจ และสามารถนำมาอธิบายให้กับคนอื่นๆได้เข้าใจธุรกิจประกันชีวิตกันมากขึ้นก็เลยเอามาลงในบทความนี้นะครับ
 
 
kondee wrote:
สนใจใน BLA เหมือนกัน

แต่ถ้าสัดส่วนกำไรมาจากเงินลงทุนมากๆ ก็ไม่น่าต่างจากเราซื้อ TDEX?

กำไรที่มาจากส่วนประกันที่เห็นก็แค่ thin air ที่มาจากอนาคต ... ถ้าเราไม่ใช่ ผบห ก็ไม่เหมือน wealth เลยสิ เงินที่ได้มาก็เอาไปจ่ายออกหมดในอนาคต เหมือนพวกธุรกิจโรงไฟฟ้า ที่ต้องสร้างโรงใหม่แทนโรงเก่าไปเรื่อยๆ

หรือผมยังไม่เข้าใจตัวธุรกิจนี้ ?

Skyforever wrote:
สวัสดีครับคุณ kondee
ผมขอลองอธิบายด้วยความรู้ที่มีอยู่อย่างจำกัดของผมสักหน่อยนะครับ
สิ่งที่คุณ kondee คิดนั้นถูก แต่อาจจะถูกไม่ทั้งหมดนะครับ

สิ่งที่คุณ kondee เข้าใจถูกต้องคือ สัดส่วนกำไรมาจากเงินลงทุนมากๆ

จริงๆแล้วถ้าคิดกำไรจากการรับประกันภัยล้วนๆ คือเอาเบี้ยรับมาหักรายจ่ายค่าคอม ค่าสินไหม ค่าผลตอบแทนตามกรมธรรม์ ค่าพนักงาน และอื่นๆแล้ว เราจะพบว่ากรมธรรม์ส่วนใหญ่ซึ่งเน้นออมทรัพย์นั้นบริษัทจะขาดทุน เพราะเราจะต้องจ่ายคืนเป็นเงินผลตอบแทนจากการลงทุนให้ผู้เอาประกัน ประมาณ 2.xx-3.xx% หรืออาจจะมีกำไรบ้างในบางกรมธรรม์ที่เป็นประเภทคุ้มครองแบบชั่วระยะเวลาเพราะบริษัทจะจ่ายเงินให้ในกรณีที่เสียชีวิตเท่านั้น ไม่มีการจ่ายเงินคืนเมื่อครบสัญญา

ดังนั้นเราจะพบว่าที่ผ่านๆส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะขาดทุนจากการรับประกันภัยมาตลอด ยกเว้นช่วงปีหลังๆที่เบี้ยรับส่วนใหญ่มาจากกรมธรรม์ที่จ่ายเบี้ยน้อยปี ซึ่งกรมธรรม์ประเภทนี้จะทำให้เรามีรายรับและกำไรโตมากๆในปีแรกๆ แต่ในปีหลังๆเมื่อหมดระยะจ่ายเบี้ยไป รายรับจะหายแต่ค่าใช้จ่ายโตมากขึ้น และทำให้กำไรจากการรับประกันภัยในปีหลังๆจากกรมธรรม์ประเภทนี้ติดลบได้

ทั้งนี้ถ้าดูจากตัวเลขกำไรหรือขาดทุนจากการรับประกันภัยในแต่ละปีแล้ว เราจะพบว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับกำไรจากการลงทุน ดังนั้น คีย์หลักที่ทำให้บริษัทประกันเติบโตอย่างมาก และเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนนั้นคือ กำไรจากการนำเงินไปลงทุนนั่นเอง

คำถามต่อไปก็คือ แล้วทำไมเราต้องไปลงทุนผ่านบริษัทประกันชีวิต ทำไมเราซื้อหุ้น BLA ทำไมเราไม่เอาเงินของเราเองไปซื้อหุ้นที่จะได้ผลตอบแทนมากกว่า พันธบัตร และหุ้นตัวใหญ่ๆที่ BLA ถืออยู่

ณ ปัจจุบัน ผมตีตัวเลขคร่าวๆว่า BLA มีทรัพย์สินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท มี Market Cap ประมาณ 5 หมื่นล้าน และถ้า BLA มี ROI 5% ก็เหมือนเราลงทุนได้ผลตอบแทนมา 10% (เพราะ Market cap ประมาณครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์) แต่ว่านี่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งในส่วนที่ขาดทุนจากการรับประกันภัย และทั้งยังต้องไปจ่ายภาษีอีก ผลตอบแทนสุทธิจะเหลือถึง 5% หรือเป่ายังไม่รู้เลย สู้เอาเงินไปลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนแน่ๆมากกว่า 10% ไม่ดีกว่าหรือ

ถ้าคิดแค่นี้ผมก็คงไม่สนใจ BLA หรอกครับ เพราะสิ่งที่เราคิดข้างต้นนั้นเป็นการมองตัวเลขในปัจจุบันเท่านั้น เนื่องจากธุรกิจประกันชีวิตไม่เหมือนธุรกิจส่วนใหญ่ การที่บริษัทขายกรมธรรม์ได้ในแต่ละปีนั้น รายรับที่ได้ไม่ได้จบลงแค่ในปีนั้น แต่ยังส่งผลต่อรายรับในอนาคตที่จะเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลายๆปี

หมายความว่ายังไงครับ ก็หมายความว่าถึงแม้นับจากวันนี้ไป BLA เลิกขายกรมธรรม์ใหม่ไปตลอด เมื่อเวลาผ่านไปเราจะพบว่าสินทรัพย์ลงทุนของ BLA ไม่ได้หยุดอยู่ที่ 1 แสนล้าน แต่ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากเบี้ยรับต่ออายุและบางส่วนก็มาจากกำไรที่ได้มาจากเงินลงทุน และนั่นอาจจะทำให้สินทรัพย์ลงทุนในอนาคตเพิ่มเป็น 4 แสนล้าน หรือ 5 แสนล้านได้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้าโดยไม่ต้องพึ่งเบี้ยใหม่เลย และการที่สินทรัพย์ลงทุนเพิ่มจนมีมูลค่าเป็น 4-5 เท่าก็หมายถึงผลตอบแทนของเราก็จะเพิ่มเป็น 4-5 เท่าจากเดิมเช่นกัน (ถ้าจากเดิมที่กำไรสุทธิคิดเป็น 5% ต่อปีจาก 5 หมื่นล้าน ก็กลายเป็นได้กำไรสุทธิ 20-25% ต่อปีจากเงิน 5 หมื่นล้าน)

แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น BLA ยังคงขายเบี้ยใหม่อยู่ และยอดขายเบี้ยก็เติบโตอย่างมากทุกๆปี ซึ่งมาจากทั้งการเติบโตของจำนวนกรมธรรม์ที่ขายได้มากขึ้น (เนื่องจากคนให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตและออมเงินมากขึ้น) และทั้งมูลค่าเบี้ยที่จ่ายต่อกรมธรรม์ที่สูงขึ้น (เนื่องจากรายได้ประชากรเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อมากขึ้น ค่าเงินลดลง)

หากเราลองย้อนข้อมูลกลับไปดูเราจะพบว่า ในปี 2001-2005 BLA มีการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุนเฉลี่ยประมาณ 27% ต่อปี และในปี 2005-2010 มีการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุนเฉลี่ยประมาณ 25% ต่อปี และในอีก 5-10 ปีข้างหน้าสินทรัพย์ลงทุนก็คงจะเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี

ดังนั้นการที่เราไม่ได้ซื้อ TDEX แต่มาลงทุนใน BLA เพราะเรามองเห็นอนาคต เรารู้ว่ายังมีเบี้ยรับอีกจำนวนมากที่จะเข้ามาทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนของ BLA เติบโตเร็วกว่าการที่เราไปลงทุนในหุ้นเอง อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า BLA จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 20-25% ต่อปี และน่าจะเติบโตได้อีกเป็นสิบๆปี

จริงๆแล้วถ้าจะหาธุรกิจที่ใกล้เคียงประกันชีวิตหน่อยผมก็ขอยกไปเทียบกับอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าก็แล้วกัน ส่วนที่คล้ายกันก็คือ อสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจะมีการทำสัญญาระยะยาว อาจจะเป็น 5ปี 10ปี หรือ 20ปี ซึ่งตลอดระยะเวลานี้เราก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเราจะมีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาทุกๆปีจนครบสัญญา หากผู้เช่าขอยกเลิกก่อน เราก็อาจจะสามารถยึดเงินมัดจำได้อะไรประมาณนั้น ธุรกิจประกันชีวิตก็เช่นกัน เมื่อเราขายกรมธรรม์ไปแล้ว เจ้าของกรมธรรม์จะต้องจ่ายเบี้ยทุกปีต่อเนื่อง และหากมีการยกเลิกก่อนกำหนดก็จะต้องเสียเงินผลประโยชน์ให้บริษัทประกันชีวิต แต่ข้อได้เปรียบของธุรกิจประกันชีวิตที่เหนือกว่าก็คือ การขยายกิจการ การเพิ่มจำนวนลูกค้ามากๆนั้นแทบไม่จำเป็นต้องลงทุนใดๆเพิ่มเลย แต่อสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่านั้นไม่สามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าได้ดังใจ จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล

เราจะสังเกตเห็นว่าพวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่ามักจะมีการคิดมูลค่าของบริษัทจากกระแสเงินสดที่จะได้จากค่าเช่าในอนาคตข้างหน้าจนกว่าจะหมดอายุสัญญา ซึ่งในการคำนวณนั้นจะต้องมีการประมาณการณ์ค่าเช่าในอนาคต มีการคิดย้อนกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบันด้วย Discount rate และจะได้มูลค่าของกิจการเป็น NAV

ในทำนองเดียวกัน เราไม่สามารถมองตัวเลขแค่ปีปัจจุบันของบริษัทประกันชีวิตแล้วไปเทียบกับบริษัทอื่นได้ การประเมินมูลค่าของบริษัทประกันชีวิตจะต้องคำนึงถึงรายได้ที่จะได้ในอนาคตด้วยเช่นกัน

จริงๆแล้วในธุรกิจประกันชีวิตก็จะมีคนที่คำนวณว่าในแต่ละกรมธรรม์ที่ขายไปนั้นจะมีกำไรเท่าไร โดยต้องคิดคำนวณจากเบี้ยรับที่ได้มาหักค่าใช้จ่ายต่างๆ (รวมทั้งค่าใช้จ่ายในแง่ของผลตอบแทนจ่ายคืนและการจ่ายสินไหมเมื่อมีการเสียชีวิต) และคิดผลตอบแทนจากการลงทุน แล้วจึงสรุปออกมาว่าในแต่ละกรมธรรม์จะมีกำไรเท่าไร โดยการคำนวณก็คล้ายกับการหา NAV ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า คือคำนวณหากระแสเงินสดในอนาคตแล้วคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ซึ่งในธุรกิจประกันชีวิตเราจะเรียกว่า EV หรือ Embedded Value

ในการคำนวณ EV นั้นเป็นการคำนวณจากกรมธรรม์ที่ขายได้แล้วในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงมูลค่าของกรมธรรม์ที่ใหม่ที่จะขายได้ในอนาคต ดังนั้นหากการคำนวณใช้ Discount rate ที่ 10% และปัจจุบันในปี 2554 หาก EV มีมูลค่าประมาณ 20 บาท และหากยังไม่รวมเบี้ยใหม่ มูลค่าของ EV ก็จะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 10% จนถึงปีสุดท้าย ดังนั้นปีหน้า EV ก็จะมีมูลค่า 22 บาท การเพิ่มขึ้นของ EV นี้จะคล้ายๆการเพิ่มขึ้นของ NAV ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (แต่ในความเป็นจริง NAV ของกองทุนอสังหามักจะเพิ่มน้อย เพราะกองทุนเหล่านี้มักจะปันผลออกไปเป็นปริมาณที่มาก)

บางคนมองมูลค่าของ BLA จากมูลค่าทางบัญชี (BV) ซึ่ง BV นั้นเป็นมูลค่าในปัจจุบันเท่านั้น หากเราคิดถึงกรมธรรม์ที่ขายไปแล้ว รายได้ที่เราต้องได้รับในอนาคต เราจะพบว่ายิ่งเวลาผ่านไป ค่า BV จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมาถึงวันที่ปิดกิจการไม่มีกรมธรรม์ค้างอยู่ BV จะมีมูลค่าเท่ากับ EV เลย

ถ้าไม่มีเบี้ยใหม่ เราก็คงไม่อยากซื้อหุ้น BLA ที่ราคาสูงกว่ามูลค่า EV (คล้ายๆกับการที่เราไม่อยากซื้อหุ้นของกองทุนอสังหาที่ราคาแพงกว่า NAV มากๆ) เมื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงว่าเบี้ยใหม่นั้นมีอยู่จริง และมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่สูง เราก็ต้องมารู้จักอีกตัวนึงคือ VNB (Value of one year's New Business)

VNB นั้นคล้ายๆกับ EV แต่ต่างกันตรงที่ว่า EV นั้นคิดหามูลค่าจากรมธรรม์ทั้งหมดที่ขายไปแล้วทั้งกรมธรรม์ใหม่และกรมธรรม์เก่าที่ยังมีการชำระเบี้ยอยู่ แต่ VNB นั้นเป็นการหามูลค่าของเฉพาะกรมธรรม์ใหม่ที่เพิ่งขายออกไปในปีที่ผ่านมา (VNB เป็นส่วนหนึ่งของ EV)

จากข้อมูลสิ้นปี 2553 บนเงื่อนไขที่ ROI = 5% และ DIscount rate ที่ 10%
จากการประเมินของ Pricewaterhouse มูลค่า EV มีมูลค่าเท่ากับ 18.2 บาทต่อหุ้น และ EV มีมูลค่าเท่ากับ 1.8 บาทต่อหุ้น

ผมลองคำนวณหลักคิดง่ายๆให้ดูเป็นแนวทางนะครับ (ในความเป็นจริงมีตัวแปรที่ต้องพิจารณาอีกเยอะ)
หากเราคิดว่า VNB จะเติบโตปีละ 15% เราก็จะคำนวณหา EV ในแต่ละปีได้ดังนี้

2553
VNB = 1.8
EV = 18.2

2554
VNB = 1.8x1.15 = 2.07
EV = (18.2x1.1)+2.07 = 22.09 (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 21%)

2555
VNB = 1.8x1.15x1.15 = 2.38
EV = (22.09x1.1)+2.38 = 26.68 (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 21%)

....

ณ ปัจจุบันราคาหุ้นมีมูลค่าประมาณ 2 เท่าของ EV ดังนั้นถ้า EV โตปีละประมาณ 20% อาจจะใช้เวลา 4 ปี มูลค่าของ EV จึงจะโตมาทันราคาปัจจุบัน และอีก 8 ปีจากวันนี้ EV ก็จะมีมูลค่าประมาณ 2 เท่าของราคาปัจจุบัน

หรือบางคนอาจจะพิจารณาอัตราส่วน P/EV หรือ P/VNB
หรือ ราคาเหมาะสม = EV + (multiplier)xVNB --> หากใช้ multiplier เป็น 10 ก็หมายถึง ถ้า VNB ไม่เติบโต คือเท่ากันทุกปีแล้ว ราคาเหมาะสมที่เราพอใจจะซื้อนั้นเป็นราคาที่มีมูลค่าเท่ากับ EV ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ที่อธิบายมายืดยาวแค่อยากจะให้เห็นภาพประกันชีวิตมากขึ้น และเข้าใจว่าต่างกับเราเอาเงินไปซื้อหุ้นหรือพันธบัตรที่ BLA ถืออยู่อย่างไร ต่างกับการไปซื้อ TDEX อย่างไร

ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามคุณ kondee มั้ยครับ
 
kondee wrote:
คำถาม คือ Book ขณะนี้ 4.24 บาท เราใช้เงิน 4.24 บาท ซื้อของ 1 บาท (คุ้่มกับ asset ปัจจุบัน+series assetในอนาคตไหม?)

แต่ที่ผมยังติดใจ มีอยู่อีกนิด คือ asset ที่เรากำลังคิดกัน มันเป็นของเจ้าหนี้หรือไม่? สุดท้ายเมื่อหยุดกิจการทั้งหมดต้องคืนให้เจ้าหนี้ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ซึ่งต่างจากธุรกิจพวกค้าปลีกที่ asset ที่ได้มานำไปลงทุนต่อ เป็น inventory กับ account receivable ซึ่งเมื่อหยุดกิจการ cash จะท่วมบริษัท และจะกลายเป็นของผู้ถือหุ้นทั้งหมด

และทำไม บริษัทประกันชีวิตในไทย ถึง trade กันที่ PBV สูงมากเมื่อเทียบกับ ธุรกิจประกันชีวิตเหมือนกันในต่างประเทศ ซึ่ง trade กันประมาณ 2 เท่า?

Skyforever wrote:
อย่างที่ผมอธิบายไว้แล้วว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจธุรกิจประกันชีวิต และมองภาพเทียบกับบริษัทอื่นๆทั่วไป คือจะมองที่ BV

การที่เรามอง BV ของบริษัทประกันชีวิตก็เหมือนกับการที่เราหามูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า โดยดูเฉพาะเงินในมือ ณ ปัจจุบันเท่านั้น และตีมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิการเช่าเป็น 0 ไป ถ้าเราคิดมูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์โดยไม่คิดสิทธิการเช่า แล้วเราจะพบว่ามูลค่ากองทุนจะเกือบเป็น 0 มีมูลค่าน้อยมากๆ แต่ที่คนยอมซื้อแพงกว่า NAV เพราะมองถึงอนาคต และรู้ว่าผลรวมของ NAV กับ ปันผล จะโตไม่น้อยกว่าปีละ 10% ทุกปี เช่นกัน การที่เรามอง BV ของบริษัทประกันชีวิตเป็นการเลือกมองแค่ปัจจุบันและตัดมูลค่าของกรมธรรม์ที่ขายได้ไปแล้วออกหมด

EV นั้นคำนวณโดยหักหนี้สิน และค่าใช้จ่ายในอนาคตออกหมดแล้ว ดังนั้นเราไม่ต้องกังวลว่าในที่สุดบริษัทจะไม่มีอะไรเหลือ เพราะต้องนำไปจ่ายหนี้ จ่ายผลตอบแทนคืนผู้เอาประกันจนหมด

ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ
EV ในปัจจุบันก็คือ BV ในอนาคตที่มีการคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันนั่นเอง โดยคลอบคลุมเฉพาะกรมธรรม์ที่ขายไปแล้วเท่านั้น หักค่าใช้จ่ายและหนี้สินต่างๆออกหมดแล้ว กลายเป็นมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ (ในทางทฤฎีนะครับ เพราะในความเป็นจริงตัวแปรหลายๆอย่างในการคำนวณอาจไม่ตรงกับที่ตั้งข้อสมมติฐานไว้ก็ได้) นั่นหมายความว่าในอนาคตข้างหน้าเมื่อ BLA เลิกขายกรมธรรม์และปิดกิจการ วันนั้น BV จะวิ่งเข้ามาเท่า EV ครับ มีเงินสดเหลือคืนให้ผู้ถือหุ้นมากพอแน่นอน

ปัจจุบัน BLA มีการเทรดที่ P/EV ประมาณ 2 เท่าซึ่งถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านก็อยู่ในเกณฑ์สูงอันดับต้นๆ ซึ่งคงเป็นเพราะความคาดหวังต่อการเติบโตที่สูงของ VNB นั่นเอง ส่วนบริษัทประกันชีวิตในต่างประเทศที่ P/EV ต่ำๆ ก็มักจะเป็นบริษัทที่มีการเติบโตของ VNB และ EV ต่ำนั่นเองครับ

ในประเทศไทยบริษัทประกันชีวิตที่มาจากต่างชาติเอาตัวแทบไม่รอดเยอะแยะไป ที่จะรอดและเติบโตได้ก็เฉพาะที่ขายผ่านธนาคารเท่านั้น และนี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ BLA และบริษัทประกันชีวิตอื่นๆในไทยที่ขายผ่านธนาคารเติบโตเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาค อย่างที่คุณ Tarzann บอกไว้ว่าการขายประกันชีวิตผ่านธนาคารก็เหมือน Modern trade ในโลกค้าปลีก

อีกเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจประกันชีวิตบ้านเราเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับต่างประเทศก็คือการส่งเสริมของรัฐบาล และการนำเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้ เพราะเราคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยครับว่าคนจำนวนมากทำประกันชีวิตส่วนหนึ่งเพื่อหวังลดหย่อนภาษี

randomwalk wrote:
การเติบโตของสินทรัพย์การลงทุนจะมีอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับเบี้ยรับประกันในแต่ละปีใช่ไหมครับ
 
Skyforever wrote:
ใช่ครับ
 
randomwalk wrote:
และการเติบโตของกำไร และ ev จะมีอัตราเร่งมากกว่าการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุนและเบี้ยรับประกัน เนื่องจากการประฟยัดขนาดใช่ไหมครับ
 
Skyforever wrote:
ไม่จำเป็นครับ เพราะ EV นั้นคำนวณรายรับล่วงหน้าไปถึงอนาคตสำหรับกรมธรรม์ปัจจุบัน และรวมไปถึงผลตอบแทนจากเงินลงทุนในอนาคตแล้ว ดังนั้นการเติบโตของ EV จึงไม่จำเป็นต้องมากกว่าการเติบโตของสินทรัพย์ลงทุน การเติบโตของ EV ขึ้นกับหลายอย่าง แต่หลักๆคือขึ้นกับปัจจัยดังนี้
1. ปกติ EV จะเติบโตปีละประมาณ 10% ตาม Discount rate บนสมมติฐานว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คำนวณ และไม่มีการจ่ายปันผลออกไป
2. EV จะเติบโตมากขึ้นได้ถ้ามีเบี้ยใหม่เข้ามา หรือพูดง่ายๆก็คือ EV จะโตมากกว่า 10% ได้เพราะ VNB ซึ่งหากกรมธรรม์ใหม่เข้ามาเยอะ เติบโตดี และมีกำไรดีก็จะทำให้ EV เติบโตสูงๆได้
3. ในกรณีที่แนวโน้มไม่เป็นไปตามที่คำนวณไว้ตอนแรก เช่นตอนแรกถ้าเราคำนวณที่ ROI 5% หากในความเป็นจริงเราทำได้น้อยกว่า หรือมากกว่า และมีแนวโน้ม ROI เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ก็จะทำให้มูลค่า EV ที่คำนวณใหม่อาจจะมากขึ้นหรือลดลงจากเดิมได้ ดังนั้นหาก ROI โตขึ้นจากที่คำนวณไว้ EV ก็จะโตเพิ่มขึ้นได้ (ซึ่งข้อนี้ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจจะลดลงได้ถ้าพันธบัตรให้ดอกเบี้ยลดลงต่อเนื่องยาวนาน)

 
 
 
 
 

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

เรียนรู้ จริตในการลงทุน จากการอัดดินน้ำมันในวัยเด็ก

บ่อยครั้งจะได้ยินพี่ๆหลายๆคนแนะนำว่าให้ลงทุนอย่างมีความสุข ลงทุนให้ถูกกับจริตของตัวเอง แต่คำถามที่ตามมาคือ แล้วอะไรคือจริตของเรา ลงทุนแบบไหนทำให้เรามีความสุข แค่ลงทุนให้กำไรก็มีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ

สมัย เด็กๆผมชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆแถวบ้าน และพี่น้องของผมมาก ตอนเด็กมีเกมให้ผมเล่นหลายอย่างเลย หนึ่งในเกมที่ผมจำได้ชัดเจนก็คือ การเล่นอัดดินน้ำมัน ตอนนั้นผมกับพี่น้องเล่นอัดดินน้ำมันกันทุกวันจนมือเป็นหนองเต็มไปหมด โดยในแต่ละวันเมื่อผมได้ค่าขนมมาวันละ 2 บาท ผมจะนำไปซื้อดินน้ำมัน ซึ่งตอนนั้นขายกันก้อนเล็กๆก้อนละ 1 บาท มีหลายสีให้เลือก หลังจากซื้อมาแล้วก็เอามาเล่นกัน โดยในการเล่นจะเริ่มต้นโดยการปั้นดินน้ำมันเป็นวงกลมแล้ววางลงที่พื้นแล้วผลัดกันเอาก้อนดินน้ำมันของตัวเองปาอัดลงไปใส่ดินน้ำมันของคนอื่น ซึ่งถ้าใครปาแม่นก็จะปาไปโดนของคนอื่น หลังจากนั้นเมื่อเรายกก้อนดินน้ำมันของเราขึ้นมาแล้วก้อนดินน้ำมันของคนอื่นติดขึ้นมาด้วย เราก็จะได้ดินน้ำมันของคนอื่นก้อนนั้นไปเลย แต่ถ้าเราปาพลาด ก็จะเป็นทีของคนอื่นปาบ้าง วนกันไปเรื่อยๆ

มีรู้สึกสนุกในการเล่น แข่งกัน รู้สึกเพลิดเพลินไปกับการอัดดินน้ำมัน บางวันผมก็แพ้ บางวันผมก็ชนะ และในบางครั้งผมก็ชนะติดต่อกันหลายวันทำให้ได้ดินน้ำมันสะสมมาเยอะมาก ผมได้เรียนรู้ความรู้สึกของตัวเองเวลาที่ผมหมดตัว เงินค่าขนมถูกนำไปซื้อดินน้ำมันมาเล่นจนหมด ยิ่งถ้าแพ้เร็วก็ยิ่งเสียดายเงิน ความรู้สึกนั้นในเวลาที่เล่นแพ้ค่อนข้างเครียด

แต่แปลกมาก วันที่ผมเล่นชนะ หลังจากเล่นเสร็จแทนที่ผมจะดีใจมีความสุข แต่กลับไม่ใช่ ผมสังเกตความรู้สึกตัวเองเวลาที่เล่นชนะได้ดินน้ำมันของคนอื่นมาจนหมดแล้วพบ ว่า ผมมีความทุกข์เช่นกัน แต่เป็นความทุกข์คนละแบบกับตอนเล่นแพ้ ความทุกข์ที่ผมมีจะชัดเจนมากขึ้นถ้าคนที่ผมเล่นชนะเป็นพี่ชายหรือน้องชายของ ผมเอง เพราะผมจะรู้สึกสงสาร เป็นห่วง และเสียใจอยู่ลึกๆเวลาที่เห็นพี่ชายหรือน้องชายผมเศร้าๆไปเพราะหมดตัว หลายๆครั้งจึงจบด้วยการแบ่งคืนให้บางส่วนเพื่อให้มีความหวัง มีทุนไปเล่นใหม่ ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เล่นอัดดินน้ำมันอย่างเดียว เวลาเล่นเขี่ยรูปลอก เล่นไพ่กินรูปลอกสะสม ก็เป็นเช่นกัน และความรู้สึกเหล่านี้นี่เองที่เป็นสิ่งกำหนดวิถีการลงทุนของผมในปัจจุบัน

ใน อดีตผมเคยมีประสบการณ์ในการซื้อหุ้นวัฏจักร หรือหุ้นที่ขึ้นลงเป็นรอบๆสั้นๆ รวมทั้งหุ้นปั่นทั้งหลายด้วย ตอนที่ซื้อผมมีความเชื่อและหวังว่าหุ้นเหล่านี้ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นในเวลาไม่นาน แล้วตั้งใจไปขายตอนจะหมดรอบที่ราคาแพงๆ ความรู้สึกตอนที่ขายนั้นผมเชื่อว่าหุ้นใกล้จุดสูงสุด และอีกไม่นานหุ้นก็จะลง แต่เมื่อผมขายหุ้นแล้วหุ้นลงไปจริงๆ ความรู้สึกในวัยเด็กก็กลับมาอีกครั้ง ผมกลับรู้สึกสงสารคนที่มาซื้อหุ้นที่ราคาสูงๆต่อจากผม และไม่ได้มีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น

หลังจากที่ผมอยู่ในตลาดหุ้นมา หลายปี ผมก็พบว่ามีหุ้นอยู่เพียงประเภทเดียวที่ผมลงทุนแล้วมีความสุข เป็นหุ้นที่ถูกจริตกับผม และกลายเป็นวิถีการลงทุนของผมมาจนทุกวันนี้ หุ้นประเภทนี้สามารถสร้างความพึงพอใจให้ได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย หุ้นที่ว่านี้ก็คือหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตขึ้นทุกปีๆ เพราะเมื่อผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลาหลายปี ราคาก็จะสะท้อนออกมาและทำให้ราคาหุ้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือไม่ว่าใครที่ซื้อหุ้นนี้ไปและถือนานพอ เวลาที่ขายก็จะได้กำไรเสมอ และคนที่มาซื้อต่อในภายหลังก็เช่นกัน เมื่อถือนานพอจนราคาปรับเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ เขาก็จะมีกำไร

ข้อ ดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นประเภทที่ผลประกอบการเติบโตทุกๆปีก็คือ หากเราประเมินมูลค่าหุ้นผิด และซื้อไปในราคาที่แพงในปีนี้ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผลประกอบการก็จะเพิ่มขึ้นมา และในที่สุดราคาหุ้นก็จะปรับเพิ่มสูงขึ้นทันราคาที่เราซื้อเอาไว้ก่อนหน้า นี้ ผิดกับหุ้นประเภทอื่นที่เมื่อเราซื้อผิดจังหวะ หรือผิดราคา เราก็อาจจะไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีกเลย หรือถ้ามีก็ต้องใช้เวลานานหลายปีเลยทีเดียว

แล้วคุณล่ะค้นพบแล้วยัง ว่าหุ้นประเภทไหนที่คุณลงทุนแล้วมีความสุข?

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

แผนการชีวิตของผม

คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องเริ่มที่การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ ไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จคนใดที่ไม่มีเป้าหมายชีวิต
ถ้า คุณมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน คุณก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จและก็มีโอกาสจะล้มเหลว แต่ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายในชีวิตแล้ว คุณจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้เลย

เป้าหมายที่ผมพูดถึง ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง แต่เป้าหมายในชีวิตควรจะเป็นสิ่งที่เราจะมีความสุข การตั้งเป้าหมายในชีวิตนั้นอาจจะเป็นการทำประโยชน์ให้สังคม การได้ทำสิ่งที่รัก การได้ท่องเที่ยวทั่วโลก หรืออื่นๆ สำหรับผมแล้ว เป้าหมายในชีวิตคือการได้ทำให้คนรอบข้างมีความสุข การได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมสูงสุด และการได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมให้ได้มากที่สุด นี่ล่ะเป้าหมายของผม

ผม มีความใฝ่ฝันหนึ่งที่อยากจะทำมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย จนถึงตอนนี้ก็ยังมีความฝันเช่นนี้อยู่ ความใฝ่ฝันที่ว่าก็คือ การได้ตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม อาจจะเป็นเด็ก คนชรา ผู้พิการ หรือคนยากจน ทุกๆครั้งที่ผมเห็นเด็กด้อยโอกาส เห็นภาพข่าวคนยากจนค้นแค้น คนที่ลำบากในสังคม ทำให้ผมนึกถึงย้อนไปถึงตัวเองตอนเด็กๆ ชีวิตวัยเด็กผมนั้นยากจน อยู่อย่างลำบาก ใส่เสื้อผ้าแบบเก่าๆขาดๆ รองเท้าไม่ใส่ มอมแมม ไม่มีเงินซื้อขนมกิน

ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้ ผมมีชีวิตที่ดีขึ้น และผมก็เชื่ออย่างไม่สงสัยเลยว่าพระองค์จะนำผมไปสู่เป้าหมายในชีวิตของผมได้

แน่ นอนเงินไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตผม แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความฝันและเป้าหมายของผมเป็นจริง เงินเป็นทางผ่านไปสู่เป้าหมาย เงินนั้นจำเป็น หากผมตั้งมูลนิธิแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาช่วยเหลือคนอื่นจำนวนมากๆ การลงแรงลงมือช่วยเหลือด้วยตัวเราเองก็ช่วยทำให้สังคมดีได้ แต่คงจะไม่มากพอ ผมบอกกับตัวเองว่าถ้ามีองค์กร มีมูลนิธิก็คงจะดี และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมต้องมาวางแผนชีวิต และกำหนดหลักไมล์ชีวิตเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

ผมมาลองคิดดูว่าจะตั้ง มูลนิธิควรจะมีเงินอย่างน้อยสักเท่าไหร่ดี ผมกะตัวเลขอย่างคนไม่มีประสบการณ์ว่าคงจะต้องมีอย่างน้อยสัก 100 ล้านบาท หลักไมล์ย่อยๆของผมจึงถูกกำหนดด้วยปริมาณเงินที่ผมจะต้องมีให้ได้ในแต่ละปีๆ ในต้นปี 2552 ผมเริ่มต้นสร้างตารางวางแผนเป้าหมายเงินที่จะมีในแต่ละปีตามตารางข้างล่าง โดยตอนนั้นผมมีเงินไม่ถึงแสนบาท หลังจากที่ผมได้อ่านหนังสือ ศึกษาหาความรู้มาอย่างหนัก ทำให้ผมเข้าใจถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ผมคิดว่าถ้าผมนำเงินมาลงทุนในหุ้นอย่างมีความรู้ และไม่ใช้อารมณ์ ผมน่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 15% ต่อปี แต่ผมก็อยากพยายามให้ได้มากกว่านั้น ผมจึงตั้งเป้าหมายเงินในแต่ละปีด้วยผลตอบแทนที่ 18% ต่อปี และเมื่อรวมกับเงินเดือน เงินโบนัสที่จะมาเติมในแต่ละปีแล้ว ผมก็สามารถมาคำนวณวางแผนว่าผมจะมีเงินเท่าไรในแต่ละปี

ผมจำได้ดีใน วันที่ผมมีเงิน 1 ล้านบาทแรกในชีวิต วันนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าผมก้าวมาได้อีกขึ้นหนึ่งแล้วที่จะทำให้ผมไปสู่เป้า หมายในชีวิตของผม ผมเชื่อว่าเงิน 1 ล้านบาทแรกนั้นเป็นเงินก้อนที่หามาได้ยากที่สุด เมื่อเรารู้วิธีหาเงินมาได้ 1 ล้านแรก เงินล้านต่อๆมาก็จะตามมา ซึ่งผมก็เคยโพสต์เล่าประสบการณ์ 1 ล้านบาทแรกของผมมาแล้วเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2010 ที่ผ่านมาตามลิงค์ viewtopic.php?t=42375

จน ถึงวันนี้ เดือนกันยายน2554 ผมมีเงินเลยเป้าหมายในปีนี้ไปมากแล้ว มากจนเลยไปถึงเป้าหมายในปี 2557 แต่นี่ก็ยังคงเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวไกลของผมเท่านั้น ในอนาคตเป็นไปได้ว่าบางปีอาจจะมีผลตอบแทนติดลบก็ได้ ดังนั้นผมจึงยังคงยึดแผนการชีวิตนี้ต่อไป ด้วยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 18% ต่อปี ซึ่งจากแผนผมน่าจะออกจากงานประจำไปทำงานที่ไม่หวังรายได้ ได้ในปี 2568 เมื่อผมอายุ 46 ปี และจากการคำนวณผมน่าจะมีเงินถึง 100 ล้านบาทและตั้งมูลนิธิได้ภายในปี 2578 เมื่อผมมีอายุประมาณ 56 ปี

สิ่ง สำคัญนอกเหนือไปจากการไปสู่เป้าหมายแล้ว การใช้ชีวิตระหว่างการเดินทางก็ต้องมีความสุข คนที่จะประสบความสำเร็จได้เพราะถึงแม้เขาจะมองไปที่เป้าหมาย แต่เขาเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีความสุขมากกว่า เป็นที่น่าแปลกมากที่ผมได้ยินเรื่องราวการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์มา ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางขึ้นไป ในคนกลุ่มนี้มีอดีตทหารที่แข็งแรงคนหนึ่ง เขาเดินทางไปพร้อมๆกับนักบวชแก่ๆอีกหลายคน อดีตทหารคนนี้มีความมุ่งมั่นที่จะพิชิตยอดเขามาก และพยายามปีนเขา เดินทางไปให้ถึงยอด แต่เมื่อเดินทางไปได้เพียงครึ่งทางปรากฏว่าอดีตทหารคนนี้กลับไปต่อไม่ไหว และยอมแพ้ในที่สุด
แต่นักบวชแก่ๆเหล่านั้นกลับสามารถขึ้นไปสู่ยอดเขาได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะนักบวชเหล่านี้มีความสุขในทุกๆย่างก้าวของการเดินทาง เขาชื่นชมธรรมชาติ เขาไม่รีบร้อนปีนเขา เพลิดเพลินกับสิ่งต่างๆรอบตัว และนั่นทำให้เขาไปถึงจุดหมายปลายทางได้

แต่ความสุขของแต่ละคนก็แตก ต่างกันไป ซึ่งความสุขของผมไม่ได้อยู่ที่การกินของแพงๆ ไม่ได้อยู่ที่การใช้ของแพงๆ ผมไม่มีรถยนต์ ใช้มือถือราคาไม่ถึงพันบาท แต่ผมก็มีความสุข เพราะความสุขของผมคือการใช้เงินอย่างรู้คุณค่า ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายธรรมดาๆ และทำให้คนรอบข้างมีความสุข

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การลงทุนแบบเสี่ยงๆ

มีเกมการลงทุนอยู่เกมหนึ่ง เกมนี้ประกอบไปด้วยกล่องอยู่ 2 ใบ ในกล่องแต่ละใบนี้จะมีไข่พลาสติกวางไว้ในกล่อง กล่องละ 4 ฟอง ซึ่งเรารู้สิ่งที่อยู่ภายในกล่องว่า

กล่องใบแรกนั้น มีเงินอยู่ในไข่ฟองละ 120 บาทเท่ากันหมดทุกฟอง (รวมมีเงินอยู่ในกล่อง 480 บาท)
ส่วนกล่องใบที่สองนั้นมีเงินฟองละ 200 บาทอยู่ในไข่ 3 ฟอง ส่วนฟองที่สี่นั้นว่างเปล่า (รวมมีเงินในกล่อง 600 บาท)

เงื่อนไขของเกมนี้คือ
1. ก่อนการเล่นแต่ละครั้งกล่องแต่ละใบจะมีไข่ครบ 4 ฟองเสมอ ถ้ามีการจับออกไปก็จะเอาไข่มาเติมใหม่ให้อยู่ในสภาพเดิม 2. คนที่เล่นเกมจะมีเงินเริ่มต้น 400 บาทเท่ากันหมด ถ้าเงินหมดแล้วจะหมดสิทธิ์เล่นเกมตลอดชีวิต
3. การเข้ามาเล่นเกมแต่ละครั้งจะต้องจ่ายเงิน 100 บาทต่อการจับไข่ขึ้นมา 1 ครั้ง
4. สามารถเล่นเกมได้ปีละครั้งเท่านั้น โดยสามารถเล่นได้ทุกปีตลอดชีวิตตราบที่ยังมีเงินจ่ายไม่น้อยกว่า 100 บาท
5. เราสามารถเพิ่มเดิมพันเกมโดยจ่ายมากกว่า 100 บาทได้ โดยเงินในไข่ก็จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน เช่นถ้าเราจ่าย 200 บาทต่อการจับไข่ 1 ครั้ง เงินในไข่ของกล่องแรกจะเป็นฟองละ 240 บาท และกล่องที่สองจะเป็นฟองละ 400 บาท

ถ้าเราพูดถึงตามความน่าจะเป็นแล้วเราจะพบว่าถ้าเราจับไข่ 4 ครั้งโดยจ่ายเงินครั้งละ 100 บาททุกครั้ง ในกล่องแรกเราก็น่าจะได้เงินกลับมา 480 บาท (ผลตอบแทนรวม 20%) แต่ถ้าเราเลือกจับไข่ในกล่องใบที่สองแล้ว เราก็น่าจะได้เงินมารวม 600 บาท (ผลตอบแทนรวม 50%) ซึ่งดูยังไงกล่องใบที่สองก็น่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

แต่ถ้ามองในแง่ความเสี่ยงแล้วเราจะพบกว่ากล่องใบแรกถึงแม้ผลตอบแทนจะต่ำกว่าแต่ไม่มีทางขาดทุนเลย แต่กล่องใบที่สองเรารู้อยู่ว่ามีความเสี่ยง ถึงแม้จะเสี่ยงน้อยก็ตามแต่ถ้าพลาดไปก็เท่ากับเงินหายไปเลย

จากประสบการณ์ในตลาดหุ้นมาประมาณ 10 ปี เท่าที่สังเกตุผู้คนรอบข้างที่เล่นหุ้น ตั้งแต่เพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และลูกค้าในห้องค้าสมัยที่ผมยังทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้ง จนถึงวันนี้ ผมพบว่าคนส่วนใหญ่นั้นมักจะชอบซื้อหุ้นที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงๆในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งๆที่รู้ว่าหุ้นเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วมีความเสี่ยงบางอย่างที่ซ่อนไว้อยู่ แต่ด้วยคิดว่าโอกาสพลาดนั้นมีน้อย หลายๆคนจึงชะล่าใจเลือกที่จะยอมปิดตาข้างนึงเสี่ยงลงทุน

ความเสี่ยงที่ผมพูดถึงนั้นเป็นความเสี่ยงอย่างรุนแรงในทางธุรกิจที่บริษัทหลายๆบริษัทมีอยู่ แต่บางคนก็ยังพยายามหลอกตัวเองว่าไม่เสี่ยงเพราะโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก หรือคิดว่าถ้าจะเกิดขึ้นจริงคงจะไหวตัวทันขายออกมาได้ก่อน ทั้งๆที่ในหลายๆครั้งเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และความเสี่ยงเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นจริงๆแล้วอาจจะส่งผลต่อพอร์ตลงทุนของเราอย่างมาก เช่นความเสี่ยงว่าจะมีสงครามราคาเกิดขึ้น ความเสี่ยงว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ดีกว่ามาทดแทน ความเสี่ยงว่าราคาวัตถุดิบจะแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงอื่นๆอีกมากมาย

คนจำนวนมากเลือกที่จะลองเสี่ยงดู คงจะคล้ายๆกับการซื้อล็อตตารี่ หรือหวย หรือเล่นการพนันอื่นๆที่โอกาสชนะนั้นมีน้อย และทั้งๆที่รู้ว่ามีน้อย คนจำนวนมากก็ยังเต็มใจที่จะเสี่ยงอยู่ดี และผลสรุปก็คือ คนส่วนใหญ่จะขาดทุน คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะกำไร ซึ่งคนที่กำไรนั้นผมสังเกตพบว่าคนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะเน้นการลงทุนอย่างปลอดภัย คือจะไม่เข้าไปยุ่งกับหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงมากแต่มีความไม่แน่นอนทางธุรกิจบางอย่างอยู่ที่จะทำให้สิ่งที่เราหวังนั้นไม่เป็นจริง

กลับมาที่เรื่องการจับไข่ คนจำนวนมากซึ่งชอบเสี่ยงดวง หรือชอบการเก็งกำไรคงจะเลือกจับไข่จากกล่องที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนวณความน่าจะเป็นแล้วกล่องที่สองให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากเขาโชคดีใน 3 ครั้งแรกเขาจับได้เงินตลอด คือปีแรกเขาเสี่ยงทุ่มหมดตัวเลยคือจ่าย 400 บาท และจับได้ไข่มาเป็นเงิน 800 บาท ในปีที่สองเขาก็จับไข่ถูกอีก และยังทุ่มสุดตัวเหมือนเดิม คือจ่าย 800 บาท แล้วได้เงินในไข่มา 1600 บาท เมื่อถึงปีที่ 3 เขาก็ยังคงโชคดีอยู่และทำให้เงินเพิ่มขึ้มาเป็น 3200 บาท แต่พอมาถึงปีที่ 4 เขาทุ่มจ่าย 3200 บาทไป และต้องพบกับความผิดหวังคือหมดตัว และไม่มีโอกาสได้แก้ตัวไปตลอดชีวิต ซึ่งเราจะพบว่าในชีวิตจริงมีคนที่เข้าข่ายนี้จำนวนมาก คือทุ่มไปกับหุ้นที่เขาไม่รู้จริง หรือบางคนรู้จริงว่ามีความเสี่ยงแต่ก็ยังเสี่ยงทุ่มหมดตัว เมื่อเขาใช้วิธีนี้ไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกอาจจะรวยเร็ว แต่ในที่สุดก็จะสูญเสียไปเร็วเช่นกัน

แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงมากขึ้นหน่อยแต่ก็ยังยึดติดกับตัวเลขที่ว่ากล่องใบที่สองมีโอกาสให้ผลตอบแทนงามกว่า ดังนั้นเขายังคงลงทุนในกล่องใบที่ 2 อยู่ แต่ลงทุนด้วยความระมัดระวังขึ้นคือด้วยเงินที่มีอยู่เขาจะไม่ลงไปทีเดียวทั้งหมด 400 บาท แต่เขาลงทุนไปเพียงครั้งละ 100 บาทเท่านั้น ดังนั้นเมื่อลงทุนครบ 4 ปีเขาจะได้ผลตอบแทนตามความน่าจะเป็นแล้วคือ 600 บาท (หยิบได้ไข่ที่มีเงิน 3 ฟอง และได้ไข่ว่างเปล่า 1 ฟอง) การลงทุนลักษณะนี้ก็ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร

แต่กลุ่มสุดท้ายเขาไม่สนใจผลตอบแทนที่สูงของกล่องใบที่สอง แต่เขาเลือกจะลงทุนในกล่องในแรกที่เขามั่นใจ 100% ว่าในแต่ละครั้งจะไม่มีทางขาดทุนแต่จะได้ผลตอบแทน 20% ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะกล้าทุ่มหมดตัวคือ ในปีแรกยอมจ่าย 400 บาท และได้ผลตอบแทนมาเป็น 480 บาท พอปีที่สองเขาก็จะทุ่มหมดตัวเช่นกันคือยอมจ่าย 480 บาท และได้เงินกลับมาเป็น 576 บาท พอถึงปีที่สาม เขาก็จ่ายหมดเลยคือ 576 บาท และได้เงินกลับมาจำนวน 691.2 บาท และพอถึงปีที่สี่ เขาก็จะมีเงิน 829.44 บาท และนั่นทำให้คนกลุ่มนี้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อผ่านไป 4 ปี

การเล่นเกมนี้ก็เหมือนกับการลงทุนในชีวิตจริง ในแต่ละปีเราจะได้ยินว่าคนนั้นได้กำไร 2 เด้งบ้าง 5 เด้งบ้าง 10 เด้งบ้าง แต่ในระยะยาวแล้วคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นมักจะเป็นคนที่กำไรในแต่ละปีไม่ได้เยอะเลย วอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็ไม่เคยกำไรเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อปี เพราะนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่เลือกที่จะทุ่มหมดหน้าตักกับหุ้นที่เขามั่นใจว่าไว้ใจได้ ค่อยๆเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าที่จะไปเสี่ยงลงทุนกับหุ้นที่อาจจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ไม่สามารถมั่นใจได้เต็มร้อย และเป็นเหตุผลว่าทำไมเต่าจึงชนะกระต่าย

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความผิดพลาดในการเลือกหุ้น

ถ้าจะถามคนที่มีประสบการณ์การลงทุนมายาวนาน คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่เคยเลือกหุ้นผิด การเลือกหุ้นผิดของแต่ละคน ก็แตกต่างกันไปตามความสามารถ ลักษณะนิสัยของคนนั้นๆ เท่าที่ผมได้สังเกต ความผิดพลาดในการเลือกหุ้นน่าจะแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ ประการที่หนึ่ง ความผิดพลาดอันเนื่องมาจากการเลือกซื้อหุ้นที่คิดว่าดีไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ดีอย่างที่คิด เมื่อเวลาผ่านไปจึงจะรู้ความจริง ซึ่งอาการที่มักจะสังเกตุได้ของความผิดพลาดประเภทนี้คือ "ติดดอย" และประการที่สอง ความผิดพลาดอันเนื่องมาจากการเลือกที่จะไม่ซื้อหุ้น หรือขายหุ้นที่คิดว่าไม่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วหุ้นตัวนั้นกลับกลายเป็นหุ้นที่ดีมาก ซึ่งอาการที่มักจะสังเกตุเห็นได้คือ "ตกรถ"
ความผิดพลาดทั้งสองอย่างนั้นล้วนไม่ส่งผลดีต่อผลการลงทุนของเรา หลายๆคนพยายามที่จะไม่ให้เกิดความผิดพลาดทั้งสองอย่าง จนไม่ได้ตระหนักว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้งสองอย่างพร้อมๆกันได้ ในชีวิตจริงเราจะต้องเลือกว่าเรายอมจะเกิดความผิดพลาดแบบไหนขึ้น แต่ความผิดพลาดอันไหนล่ะที่รุนแรงกว่า และเราจะทำอย่างไรเพื่อลดความผิดพลาดนั้น

ในความเป็นจริงแล้ว ความผิดพลาดจากการเลือก หรือตัดสินใจ มีให้พบเห็นกันทั่วไปในชีวิตประจำวัน ถ้าจะยกตัวอย่างให้ชัดเจน ก็คงเป็นการพิพากษาตัดสินในศาล หากเราลองเปรียบเทียบการเลือกหุ้นกับการตัดสินพิพากษาในศาล การเลือกซื้อหุ้นที่คิดว่าดี แต่ที่จริงเป็นหุ้นที่ไม่ดี ก็คงเปรียบได้กับการตัดสินว่าคนที่มีความผิดจริงนั้นบริสุทธิ์ และความผิดพลาดจากการเลือกที่จะไม่ซื้อหุ้นที่ดีไว้ ก็คงเปรียบได้กับการตัดสินจำคุกคนบริสุทธิ์

ข้อเสียของการติดสินผิดทำให้คนดีต้องติดคุกคือ มีคนบริสุทธิ์ต้องมาถูกลงโทษทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง ครอบครัวของเขาก็อาจจะต้องลำบากหรือทุกข์ใจไปด้วย ส่วนการตัดสินให้คนชั่วหลุดพ้นความผิดนั้น ก็มีข้อเสียเช่นกัน คือคนที่ทำชั่วไม่ถูกลงโทษ และอาจจะออกไปสร้างความชั่วให้กับคนในสังคมภายนอกได้รับความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอีก ในสังคมเรานั้นยอมรับ เห็นพ้องต้องกันว่าการตัดสินผิด ทำให้คนที่บริสุทธิ์ต้องได้รับโทษความผิดนั้นเป็นเรื่องที่รุนแรงกว่าการปล่อยคนชั่วลอยนวล จึงเป็นที่มาของรูปแบบการพิจารณาคดีทุกวันนี้ ที่ในเบื้องต้นจะถือว่าจำเลยทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากความผิด และหากไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาชัดเจนพอ ก็จะไม่สามารถเอาผิดกับจำเลยได้ ในทางตรงกันข้ามกัน หากสังคมใดเห็นว่าการปล่อยคนชั่วออกมาลอยนวลนั้นร้ายแรงกว่าการลงโทษคนดีแล้ว สังคมนั้นก็จะใช้หลักการพิจารณาความผิด โดยมีสมมุติฐานเบื้องต้นว่าทุกคนที่โดนกล่าวหาว่าผิดนั้นมีความผิดจริง และหากต้องการพ้นข้อกล่าวหา จะต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ถ้าหลักฐานนั้นไม่เพียงพอ ก็จะต้องได้รับโทษ

กลับมาสู่เรื่องการลงทุน และการตัดสินใจเลือกซื้อหุ้น โดยถ้าจะพิจารณาความผิดพลาดทั้งสองลักษณะคือ การซื้อหุ้นไม่ดี กับการไม่ได้ซื้อหุ้นดีนั้น จะพบว่าในทุกๆการตัดสินใจซื้อหุ้นนั้นเราจำเป็นต้องเลือกว่ายอมที่จะเกิดความผิดพลาดแบบไหนขึ้น เช่นเราอาจจะพบหุ้นตัวหนึ่งซึ่งเราพบว่ามี Upside มากเหลือเกิน ในขณะเดียวกันเราก็เห็นว่ามีความไม่แน่นอนบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นกับผลประกอบการของบริษัทได้และทำให้เสียหายมากมายได้ เมื่อเราพิจารณาหุ้นตัวนี้ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี เราก็ต้องเลือกระหว่างยอมซื้อผิด หรือยอมเสียโอกาสซื้อหุ้นที่ดี การซื้อหุ้นไม่ดีมีข้อเสียคือเราอาจจะขาดทุนได้จากราคาที่ตกต่ำลงไป ส่วนการพลาดไม่ได้ซื้อหุ้นที่ดีไว้นั้น มีข้อเสียคือเราจะไม่ได้กำไรจากการขึ้นแรงๆของหุ้นตัวนั้น

ถ้าถามนักลงทุนทั่วไป ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็คงจะมองเหมือนกันคือ เสียดายดีกว่าเสียใจ นั่นคือ ไม่ได้กำไรไม่ว่า แต่ขออย่าให้ขาดทุนเลย เหมือนกับกฎการลงทุนที่สำคัญที่วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยบอกไว้ว่า "จงอย่าขาดทุน"
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หลักการนี้ไม่ได้ทำง่ายๆอย่างที่คิด เพราะถ้ามองหุ้นอยู่ 2 กลุ่ม คือ หนึ่ง หุ้นที่เป็นที่นิยม ธุรกิจกำลังโตอย่างรวดเร็ว แต่มีความเสี่ยงบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้กับธุรกิจ ที่ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มากนัก แต่ถ้าเกิดแล้วก็จะกระทบกับมูลค่าของบริษัทอย่างรุนแรง หรือเป็นบริษัทที่เรามองอนาคตไปอีก 3-5 ปีข้างหน้าไม่ชัดเจน มีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และบางทีหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็ประเมินหามูลค่าที่เหมาะสมยากจนบางทีเราก็กะประมาณ P/E ตามความรู้สึกของเราเอง และหลายๆครั้ง ด้วยความรักหุ้นเป็นทุน เราก็มักจะให้ P/E ที่สูงเกินไปโดยไม่รู้ตัว
ส่วนหุ้นกลุ่มที่สอง เป็นหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมซื้อขายกันมากนัก ปริมาณซื้อขายต่อวันมักจะไม่ติดหนึ่งในสิบของตลาด แต่ว่ามีการเติบโตสม่ำเสมอเกือบทุกปี มีประวัติที่ดีอย่างยาวนาน อาจจะไม่ก้าวกระโดดมากนัก แต่ก็เติบโตไม่น้อยกว่า 15% ต่อปี ธุรกิจมีความแน่นอนสูง และคาดการณ์อนาคตของธุรกิจได้ค่อนข้างชัดเจน ผู้บริหารไว้ใจได้ และสามารถประเมินมูลค่าของกิจการได้ไม่ยากนัก

ผมสังเกตุเห็นว่า คนจำนวนมากมักจะเลือกซื้อหุ้นในกลุ่มที่หนึ่งมากกว่า เพราะมักจะเลือกมองไปที่ Upside มากกว่าที่จะมอง Downside ถึงแม้ว่าหุ้นในกลุ่มที่สองจะสร้างผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอนกว่า แต่ก็ไม่ดึงดูดใจมากพอ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะเสี่ยงมากขึ้นแลกกับผลตอบแทนคาดหวังที่สูงขึ้น และในที่สุดก็จะมีคนจำนวนมากที่ขาดทุน ทั้งๆที่ได้ศึกษาข้อมูลบริษัทมาอย่างดี แต่ผิดพลาดจากการเลือกตัดสินใจ

1 ล้านบาทแรกในชีวิต

มีคำกล่าวจากคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาเป็นเศรษฐีหลายๆคนว่า "เงิน 1 ล้านบาทแรกนั้นเป็นเงินก้อนที่หามาด้วยความยากลำบากมากที่สุด ยากกว่าการหาเงินอีกหลายสิบหลายร้อยล้านบาทในเวลาต่อมา"

วันนี้ผมตัดสินใจตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพราะรู้สึกดีใจ ภูมิใจว่าในที่สุด หลังจากทำงานมาเป็นเวลาถึง 10 ปี ก็สามารถมีพอร์ทลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านบาทเป็นครั้งแรกในชีวิต (ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้หุ้นจะมีราคาลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่ามีเงินล้านแล้วในวันนี้ อิอิ  :D ) และหวังว่าประสบการณ์ชีวิตผมจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆคนมีความพยายามในการไปให้ถึงเป้าหมายในอนาคตต่อไป

บางคนอาจจะรู้สึกว่าเงิน 1 ล้านบาทนั้นหามาได้ไม่ยากนัก แต่สำหรับผมแล้ว มันช่างเป็นจำนวนเงินที่มากมายเหลือเกิน ผมมาจากฐานะทางบ้านที่ไม่ดีนัก เรียนหนังสือก็อาศัยทุนการศึกษา ทุนอาหารกลางวัน มาตลอด แม่ก็เข็นรถเข็นขายข้าวแกงมีรายได้ไม่มากนัก ผมได้เงินไปเรียนมหาวิทยาลัยวันละ 50 บาท พอเรียนจบมาได้ไม่นาน แม่ก็หยุดขายข้าวแกงเพราะไม่ไหว ผมกับพี่และน้องชายต้องช่วยกันรวมเงินมาไว้ให้แม่ทุกเดือน ทำงานครั้งแรกเงินเดือน 15,000 บาท ผมให้แม่เดือนละ 10,000 บาททุกเดือน ใช้เอง2-3 พันบาท เหลือเก็บเดือนละ 2 พันบาท และไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าในชีวิตนี้จะมีวันที่มีเงิน 1 ล้านบาทได้

ผมเริ่มเล่นหุ้นครั้งแรกเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว (ปี 2002) ตอนนั้นผมทำงานเป็นวิศวกรได้ประมาณ 2 ปี ตอนนั้นเล่นไปตามบทวิเคราะห์ ได้บ้างเสียบ้าง จนเมื่อผมทำงานมาได้ 5 ปี (ปี 2005) ผมก็ตัดสินใจไปทำงานเป็น มาร์เก็ตติ้ง โดยมีความเชื่อว่าถ้าเป็นคนเคาะซื้อเคาะขายหุ้นด้วยตัวเอง น่าจะสร้างผลตอบแทนได้เป็นกอบเป็นกำ ตอนนั้นมีเงินเก็บอยู่ 5 แสนบาทได้ รวมกับเงินที่พี่ชายฝากมาเล่นหุ้นด้วยอีก 2 แสน รวมเป็นเงิน 7 แสนบาท

หลังจากทำงานมาร์เก็ตติ้งมา 1 ปีเต็ม จนถึงสิ้นปี 2005 ในที่สุดผมก็หมดตัว เนื่องจากเล่นไปตามอารมณ์เหมือนการพนัน เล่นหนักๆเกินตัว ต้องไปขอยืมเงินพี่ชายเพิ่มมาอีกเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน พี่ชายผมพอรู้ว่าเงิน 2 แสนของพี่สูญไปหมด ก็โกรธผมอย่างมาก ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีๆในครอบครัวต้องเลวร้ายลงอย่างมาก

ผมลาออกจากมาร์เก็ตติ้งมาทำงานเป็นวิศวกรในโรงงานอีกครั้ง และห่างหายไปจากตลาดหุ้นในช่วงปี 2006-2008 แต่ก็เฝ้าดูอยู่ห่างๆ จนถึงช่วงที่ตลาดหุ้นตกหนักในปลายปี 2008 ผมก็เริ่มเอาเงินที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นบาทมาลงทุนในช่วงมกราคม 2009 แล้วก็เอาเงินเดือนที่เก็บเพิ่มได้ในแต่ละเดือนอีกประมาณเดือนละหมื่นบาทไปลงทุนเพิ่มทุกเดือน เนื่องจากผมรู้สึกเข็ดกับอดีตอันเลวร้ายของผม ผมจึงตั้งใจศึกษาและค้นหาวิธีการลงุทนที่เป็นหลักการจนมาพบเวบไซต์ของคุณโย (yoyo) เมื่อได้อ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่แนวทางที่ถูกต้อง แล้วผมก็มารู้จักหนังสือของ ดร.นิเวศน์ และเวปไซต์แห่งนี้ในภายหลัง โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุด ผมได้มารู้จักสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก คือดอกเบี้ยทบต้น ผมนั่งคำนวณด้วย Excel นั่งคำนวณทั้งวันโดยเปลี่ยนตัวเลขไปเรื่อยๆ แล้วก็เหมือนดวงตาเห็นธรรม เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้รู้และมั่นใจว่าผมเจอหนทางที่จะมีเงินได้ถึงร้อยล้านพันล้านในชีวิตของผมได้

ผมจะเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าผิดพลาดอีก อย่าขาดทุนเด็ดขาด ดังนั้นผมจึงค่อยๆพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ โดยในตอนต้นปี 2009 ผมจะลงทุนในหุ้นที่รู้สึกว่าตกต่ำลงมามาก แต่คาดว่าผลประกอบการไตรมาสถัดไปน่าจะดีอยู่ พอถึงกลางปี 2009 ผมก็เริ่มเปลี่ยนมุมมอง คือมองหาบริษัทที่คิดว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะมั่นใจได้ว่าผลประกอบการจะต้องดีขึ้นอย่างโดดเด่น จนมาถึงตอนนี้ ผมจะเลือกลุงทุนในบริษัทที่ผมคิดว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้าผลประกอบการก็จะมั่นใจได้แน่ว่าจะดีขึ้นอย่างแน่นอน อาจจะไม่ได้ก้าวกระโดดมากมาย แต่เติบโตต่อเนื่องทุกปี อย่างน้อย 15% ต่อปี และผมจะคิดถึคงกรณีที่เลวร้ายสุดไว้เสมอ ว่าหากมีปัญหาการเมือง หรือวิกฤติการเงินจะส่งผลอะไรต่อบริษัทหรือไม่ ผมจะเลือกบริษัทที่มีภูมิต้านทานสูง เสมือนมาอยู่หอพัก หรือคอนโดสูงแล้วมองหาประตูหนีไฟเอาไว้ก่อน

ผมตั้งเป้าระยะยาวไว้กับตัวเองจนถึงอายุ 60 ปี ทำเป็น Grant chart เอาไว้ว่าแต่ละปีจะมีทรัพย์สินมูลค่าเท่าไร ผมคาดหวังไว้ที่ 18% ต่อปี ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่าย ผมจะมีเงินประมาณ 100 ล้านบาทเมื่อมีอายุประมาณ 55 ปี ซึ่งเป็นปีที่ผมตั้งใจว่าจะตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของผมมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย

จากประสบการณ์ของผม ยามที่ผมโลภ ไม่รู้จักพอ หวังรวยเร็ว ผมจะขาดทุนอย่างหนัก แต่ยามที่ผมรู้จักพอ ไม่หวังรวยเร็ว กลับมีกำไรมากกว่าที่คาด มันเป็นสัจธรรมสำหรับชีวิตผม ผมเรียนรู้ว่าในตลาดหุ้น จิตใจสำคัญกว่าความรู้มากยิ่งนัก